
มังกรจ่อเลิกกระตุ้น งัดทุกไพ่ตายแต่ยังไร้ผล
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
นับตั้งแต่จีนประกาศการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่จากระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐและการส่งออก เป็นระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืนจากการบริโภคภายในประเทศ ต้องถือว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เศรษฐกิจจีนผันผวนอย่างรุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
แม้ภาครัฐซึ่งเคยให้คำสัญญากับชาวจีนและประชาคมโลกว่าจะพยายามประคับประคองสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจไม่ให้อยู่ในสภาพชะลอตัวเกินไป หรือที่เรียกกันว่า “ฮาร์ดแลนดิ้ง” กลับไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ แม้จะพยายามงัดมาตรการออกมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอัดฉีดสภาพคล่องลงสู่ระบบเศรษฐกิจหลายครั้งแล้วก็ตาม
ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของรัฐบาลจีน สำหรับพลังของ “มือที่มองไม่เห็น” ในกระแสทุนนิยมที่สร้างความผันผวนให้ตลาด แม้รัฐบาลจีนซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่ทางเศรษฐกิจในเอเชียก็ไม่สามารถที่จะต้านทานพลัง
ดังกล่าวได้
นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงระบุตรงกันว่า นับแต่นี้ต่อไปแทบจะไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นรัฐบาลจีนดำเนินมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากมาตรการกระตุ้นแทบใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ก่อนหน้านั้น ในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 รัฐบาลจีนเคยออกแพ็กเกจ มาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เป็นมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน (ราว 22.7 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างเกราะรับแรงกระแทกจากผลกระทบของวิกฤต
ดังกล่าว
มาตรการดังกล่าวทำให้จีนรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนั้นได้จริง และยังส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว อยู่ในระดับเกิน 10% ต่อปี อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวกลับทำให้เศรษฐกิจจีนอยู่ในสภาพเสพติดการลงทุน
กรณีดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยถึงแม้การประกาศดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจจะออกมาในสภาพที่ย่ำแย่ แต่ทว่าการลงทุนในตลาดทุนกลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนต่างเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเกินไป
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเมื่อดัชนีตลาดหุ้นจีนไต่ขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดเมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. และไม่สามารถสูงไปมากกว่านี้ได้ ตลาดหุ้นจีนจึงดิ่งลงอย่างรวดเร็วและจุดชนวนให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนภายในประเทศ ถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาใช้ก็ไม่สามารถกู้สถานการณ์ สภาพเศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในทิศทางขาลงเหมือนเดิม
ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมาแล้วถึง 5 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงการปรับลดสัดส่วนทุนสำรองในการปล่อยกู้ให้กับธนาคารอีกด้วย อีกทั้งยังตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของค่าเงินหยวนของจีนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐอีกด้วย
กระนั้น มาตรการดังกล่าวกลับไม่ได้ช่วยกระตุ้นการส่งออกซึ่งกำลังซบเซาของจีนได้ โดยการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกของจีนล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามูลค่าการส่งออกร่วงลงถึง 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่การนำเข้าร่วงลงถึง 14.3%
ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า การปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ช่วยกระตุ้นการส่งออก ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการดังกล่าวกลับไปทำให้ค่าเงินจีนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ จนท้ายที่สุดทางพีบีโอซีจำเป็นต้องขายทุนสำรองระหว่างประเทศออกเพื่อพยุงค่าเงินหยวน
พูดอีกนัยหนึ่ง คือ นอกจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ จะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว ยังส่งผลในแง่ลบอีกด้วย การดำเนินมาตรการต่างๆ ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา น่าจะทำให้จีนได้รับบทเรียนแล้ว และไม่น่าจะมีการใช้มาตรการเพิ่มเติมอีกในอนาคต
ถึงกระนั้นตาม แม้สภาพเศรษฐกิจจีนจะอยู่ในช่วงขาลงอย่างหนัก แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่สามารถดำเนินมาตรการใดๆ ได้เลย สภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอยู่ที่ราว 7% ต่อปี ก็ยังถือเป็นอัตราที่ยังน่าอิจฉาสำหรับทั้งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุตรงกันว่า หากเศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ที่ราว 6.8-7% ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะจำกัดวงอยู่เฉพาะในด้านความเคลื่อนไหวของเงินลงทุนระยะสั้นเท่านั้น ตราบใดที่สภาพเศรษฐกิจยังไม่ดิ่งลงจนถึงระดับ 5.8% เศรษฐกิจจีนยังสามารถสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ได้ไม่ยากนัก
การเปิดเผยการปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเมื่อปีที่แล้วลงเป็น 7.3% จากเดิมที่ 7.4% ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทางการจีนกำลังยอมรับสภาพการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจจีนยังคงมีศักยภาพเพียงพอในการป้องกันความผันผวนอยู่ โดยจีนยังคงเป็นประเทศที่ถือทุนสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก นอกจากนี้การค้ากับต่างประเทศยังอยู่ในภาวะเกินดุลอีกด้วย โดยล่าสุดในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สัดส่วนการเกินดุลการค้าของจีนปรับตัวสูงขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 3.68 แสนล้านหยวน (ราว 2.09 ล้านล้านบาท)
จึงยังมีโอกาสสูงที่รัฐบาลจีนจะยังใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ แม้จะไม่ใช่มาตรการขนานใหญ่ก็ตาม โดยรายงานจากยูเรเชีย กรุ๊ป ระบุว่า ยังคงจะเห็นการใช้จ่ายของภาครัฐอยู่ แม้จะไม่ใช่แพ็กเกจขนาดใหญ่ก็ตาม
ด้าน ยูบีเอส คาดการณ์ว่า พีบีโอซีอาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกรอบในปีนี้ หรืออาจเว้นการเก็บภาษีให้กับธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ก็เป็นไปได้เช่นกัน นอกจากนี้ อาจมีการผ่อนกลายกฎเกณฑ์ความเข้มงวดในการปล่อยกู้ลงอีก
ในความเป็นจริง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จีนจะปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง เพราะในระยะยาวจะทำให้สภาพการไหลเวียนของทุนโลกมีความผันผวนน้อยลง และเคลื่อนไหวตามสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจจีนที่ย่ำแย่ในขณะนี้ ย่อมไม่สามารถเป็นตลาดสำหรับรองรับการส่งออกจากเอเชียได้อีกสักพักใหญ่ จำเป็นที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายอื่นในเอเชียจำเป็นต้องหาทางกระจายแหล่งส่งออก เพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ







