posttoday
ยืดอยู่อีก 2 ปี  เส้นทางวิบาก คสช.

ยืดอยู่อีก 2 ปี เส้นทางวิบาก คสช.

09 กันยายน 2558

คำนวณตามสูตร 6-4-6-4 ที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแจกแจงโรดแมปใหม่ หลังร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในอำนาจต่อไปอย่างน้อยอีก 20 เดือน

คำนวณตามสูตร 6-4-6-4 ที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแจกแจงโรดแมปใหม่ หลังร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในอำนาจต่อไปอย่างน้อยอีก 20 เดือน

ตามรายละเอียดที่จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน ทำประชามติ 4 เดือน ถ้าผ่านใช้เวลาทำกฎหมายลูกและให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 6 เดือน และอีก 4 เดือนสุดท้ายสำหรับการเลือกตั้ง

ยังไม่รวมกับระยะเวลานับจากวันที่ สปช.พ้นสภาพไปอีก 30 วัน ที่ คสช. จะต้องเลือกบุคคลมาทำหน้าที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 21 คน และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 200 คน และเวลาช่วงฟอร์มทีมรัฐบาลชุดใหม่ที่กว่าจะลงตัวย่อมใช้เวลานานนับเดือนหรือมากกว่านั้น

เบ็ดเสร็จรัฐบาล คสช.จะมีอำนาจอยู่ในตำแหน่งร่วม 2 ปี ยังไม่รวมกับอุบัติเหตุในแต่ละขั้นตอน ซึ่งมีแต่จะทำให้โรดแมปนี้ต้องยืดออกไปจากกำหนดเดิม

ทว่า เส้นทางนับจากนี้ไปอีก 2 ปี ดูจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตรงกันข้าม อุปสรรคขวากหนามที่จะต้องเผชิญนั้นดูจะรุนแรงมากกว่าช่วงปีกว่าที่ คสช.ได้เผชิญในช่วงที่ผ่านมาหลายเท่าตัว​

เริ่มตั้งแต่ด่านแรก การตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 200 คน ประเมินแล้วนี่อาจเป็นระเบิดเวลาลูกแรกที่ คสช.ต้องเผชิญ เมื่อ สปช. 247 คนที่ได้ร่วมกันคิดพิมพ์เขียวปฏิรูปออกมาจนเป็นรูปเป็นร่าง ย่อมต้องการมีส่วนเข้าไปร่วมผลักดันจนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

แต่เมื่อเก้าอี้ไม่พอกับจำนวน สปช.ทั้งหมด ย่อมต้องมีบางส่วนที่พลาดหวัง ซึ่งจะกลายเป็นแรงกระเพื่อมต่อไปในอนาคต ยังไม่รวมกับสัดส่วนที่จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ไม่เลือกเฉพาะ สปช.ที่ลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจนมากเกินไป เพราะจะยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่อง “ใบสั่งคว่ำรัฐธรรมนูญ”

ยิ่งหากสุดท้ายตำแหน่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกลายเป็นที่นั่งของบรรดาคนจาก คสช.มากจนเกินไป ย่อมไม่เป็นผลดีกับการปฏิรูป รวมทั้งไม่เป็นผลดีกับ คสช.เองที่จะพานกระทบไปถึงความเชื่อมั่น และยิ่งทำให้ คสช.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานในอนาคต

ด่านที่สอง คือ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะยุ่งยากและท้าทายกว่าฉบับเก่า เพราะครั้งนี้นอกจากจะมีข้อเปรียบเทียบที่ต้องทำให้ดีกว่าฉบับเก่าแล้ว ยังต้องทำให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น คสช.พรรคการเมือง และที่สำคัญคือประชาชน

เพราะรอบนี้ชี้ขาดกันที่ “ประชามติ” หากประชาชนหรือกระแสสังคมไม่ยอมรับย่อมทำให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องตกไป และเป็นแรงย้อนกลับมากดดัน คสช.ที่จะถูกโจมตีว่าเป็นกระบวนการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป สอดรับไปกับเนื้อหาหลายส่วน

ดังนั้น ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ 21 กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องทำให้สังคมยอมรับในตัวบุคคลเรื่อยไปจนถึงเนื้อหาที่จะต้องมีเหตุมีผล ไม่นำไปสู่ประเด็นคัดค้านจากหลายฝ่ายเหมือนที่ผ่านมา จนสุดท้ายต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการจัดทำกันใหม่

ด่านที่สาม เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ดังจะเห็นว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดปีกว่าในอำนาจของ คสช.มีให้ได้ยินมาโดยตลอด และกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาโดยตลอด

แม้จะมีความพยายามแก้ไข ทั้งอัดฉีดเงินเข้าระบบ หรือดันโครงการเมกะโปรเจกต์ แต่ก็ยังไม่อาจเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในแง่ความเชื่อมั่นที่สัญญาณต่างๆยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น ตัวเลขการค้า การลงทุน การส่งออก ยังไม่เป็นที่พอใจ

ไม่ต้องพูดเรื่องปัญหาปากท้องที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้สุดท้าย คสช.ต้องลดแรงเสียดทานด้วยการปรับ ครม.เศรษฐกิจยกชุด ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปในแนวทางที่ดีขึ้น

ยิ่งหากสุดท้ายผลลัพธ์ออกมาไม่มีความเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้ แรงกดดันที่จะเกิดย่อมต้องมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้หลายเท่า และมีแต่จะฉุดให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิม

สุดท้ายด่านที่สี่ แรงต้านจากฝ่ายต่างๆ ที่จะปะทุออกมามากขึ้นหลังจากนี้ จากเดิมที่กลุ่มต่อต้าน คสช.ถูกสะกดไว้ด้วยคำสั่งและประกาศจนไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ได้

ทว่า ยิ่งนานวันคำสั่งเหล่านี้ยิ่งเสื่อมมนต์ขลังไปเรื่อยๆ เริ่มมีกลุ่มออกมาท้าทายบ่อยขึ้น ที่หาก คสช.ยืนกรานจะงัดไม้แข็งมาจัดการแบบไม่ดูสถานการณ์อาจบานปลาย เติมเชื้อเรียกแขกให้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน หรือกลุ่มที่ไม่มีสีไม่มีฝักฝ่ายทางการเมือง แต่เคลื่อนไหวเพราะไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองอยู่ในสภาพเผด็จการนานเกินไป ที่เชื่อว่าจะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ และออกมาในหลายรูปแบบ

ยิ่งหากระหว่างทางมีแผลใหม่ หรือคะแนนนิยมลดน้อยถอยลงไป กลุ่มเหล่านี้ต้องรีบฉวยโอกาสออกมาเคลื่อนไหวหนักขึ้น ​

ดังนั้น 2 ปีนับจากนี้จึงเป็นเส้นทางสายหฤโหดของ คสช.ที่เต็มไปด้วยขวากหนามจนไม่รู้ว่าจะเดินไปจนสุดทางหรือไม่

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน