
กิจการธรรมาภิบาล บอร์ดที่มีจริยธรรม
โดย...สุธาศินี นิมิตกุล
โดย...สุธาศินี นิมิตกุล
ในเดือนที่ผ่านมา สังคมไทยได้รับบทเรียนราคาแพงมหาศาลด้านธรรมาภิบาล จากปรากฏการณ์ที่กระเทือนวงการ “การเงินการธนาคาร” โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาคดีทุจริต“กรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร”
นอกจากศาลพิพากษาให้อดีตกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารระดับสูงตลอดจนพนักงานของธนาคารที่เกี่ยวข้องทุกระดับ และลูกหนี้ของธนาคาร 27 คน จำคุก 12-18 ปีแล้ว
ศาลยังสั่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเศษ จากการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทซึ่งธนาคารได้ประเมินแล้วว่าไม่สมควรให้กู้ เพราะบริษัทเป็นลูกหนี้มีฐานะในวันที่พิจารณาสินเชื่อเป็นลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ตามกำหนด (NPL)
แต่คณะกรรมการธนาคารและคณะผู้บริหารก็ให้กู้ไปในมูลค่าที่สูงมากในที่สุด และลูกหนี้เป็นหนี้เสีย ธนาคารเป็นรัฐวิสาหกิจเสียหาย เจ้าหน้าที่ ผู้บริหารจนถึงกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพนับถือฝีมือเป็นตำนานของวงการ เลยต้องโทษติดคุกในบั้นปลายของชีวิต
เรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา แพร่หลายไปในวงกว้าง ที่สะท้อนความวิตกกังวลจากมุมมองของคน 3 กลุ่ม ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
- มุมมองของกรรมการรัฐวิสาหกิจ เห็นว่า คนเก่งๆ ระดับนี้อายุขนาดนี้ทำความดีความชอบให้แก่วงการการเงินหลายอย่างมายาวนาน ไม่สามารถเอาคุณความดีมาชดเชยได้เลย ต่อไปคนเก่งๆ ก็จะไม่กล้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อทำอะไรให้บ้านให้เมืองกันแล้ว
ขณะที่บางส่วนก็เห็นว่า ดีแล้ว จะได้เป็นตัวอย่างให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่กล้าตกเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองมาโกงกินแสวงหาประโยชน์จากรัฐ
- มุมมองของพนักงานธนาคารทั่วไป ก็ขวัญผวาว่า ต่อไปนายธนาคารก็ไม่กล้าให้ใครกู้แล้ว เพราะถ้าเป็นหนี้เสียขึ้นมาจะติดคุก และพนักงานธนาคารที่ต้องทำตามคำสั่งถ้าไม่ทำก็ไม่เจริญเติบโตก้าวหน้า หรือถึงขั้นถูกไล่ออกเรียกว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่มีอะไรเป็นเกราะกำบังให้กับคนทำงานเลย
- มุมมองของนักกฎหมาย ผู้กระทำความผิดที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่นักการเมือง แต่ใช้กระบวนการทางยุติธรรมของนักการเมืองในการพิจารณาคดี ดูจะไม่เป็นธรรมเลย เพราะไม่ให้โอกาสอุทธรณ์ หรือฎีกาคดี
การตอบโจทย์ไขข้อข้องใจของมุมมองข้างต้นนี้ ขอเรียนเสนอว่า บทเรียน “ธรรมาภิบาล” 3 ด้าน ซึ่งจะอธิบายภาพให้เห็นต่อไปนี้ ว่าธรรมาภิบาลน่าจะใช้เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานขององค์กรทุกประเภท ทั้งที่เป็นภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนบริษัทจดทะเบียน องค์กรไม่แสวงหากำไร สถาบันต่างๆ สามารถนำไปใช้เป็นแม่บทในการทำงานให้ห่างไกลจากคุกตะรางได้ ดังนี้
1. ความรับผิดชอบรอบคอบระมัดระวัง (Fiduciary Duty)
ตามหลักธรรมาภิบาล หรือที่เรียกว่า บรรษัทภิบาลสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น กำหนดแนวทางให้ “กรรมการใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน รอบคอบ ระมัดระวัง เยี่ยงวิญญูชนในสถานการณ์เดียวกันพึงกระทำ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างสมดุลกับผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย ภายในกรอบกฎหมายอย่างเปิดเผยโปร่งใสตรวจสอบได้”
แนวทางนี้หากกรรมการใช้เป็นหลักในการทำหน้าที่ เช่น ในกรณีกรรมการสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อ กรรมการน่าจะพ้นภัย เพราะเหตุว่า จะต้องนำเอาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจให้ครบถ้วน เช่น ข้อมูลผลการประเมินลูกหนี้ ถ้าผู้ขอกู้เป็น NPL ไม่สมควรให้สินเชื่อก็จะต้องนำฐานะปัจจุบัน ปัญหาของลูกหนี้ในอดีต และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตมาพิจารณาหักล้างกัน ก่อนจะมีความเชื่อโดยสุจริตว่า ลูกหนี้น่าจะชำระหนี้ได้
จากนั้นก็ชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหากลูกหนี้เป็นหนี้เสีย ธนาคารไม่ได้รับชำระหนี้ก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหายจนไม่คุ้มค่า ตลอดจนต้องกำกับดูแลให้ฝ่ายบริหารมีกระบวนการวิเคราะห์สินเชื่อควบคุมภายในที่ดี และการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพให้เป็นไปตามข้อปฏิบัติที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้สำหรับธนาคารพานิชย์ และต้องมีข้อมูลการให้สินเชื่อที่อธิบายได้ให้ตรวจสอบครบถ้วน
แนวทางเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้คณะกรรมการที่ทำหน้าที่ตัดสินใจอนุมัติ ไม่อนุมัติ ต้องคิดลึกคิดหนัก ถ้าต้องตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่ขัดแย้ง ไม่สนับสนุน ไม่สมเหตุผลในเชิงธุรกิจ ขั้นตอนไม่ครบถ้วน เอกสารไม่สมบูรณ์ตรวจสอบไม่ได้ ก็จะไม่อนุมัติสินเชื่อ เว้นแต่เป็นความสมัครใจของกรรมการเองที่จะละทิ้งหลักการ Fiduciary Duty นี้
หากกรรมการทำหน้าที่ตามหลัก Fiduciary Duty นี้แล้ว จะมีเกราะป้องกันความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำกัดโอกาสที่จะพิจารณาตัดสินใจให้กิจการดำเนินการไป แตกต่างไปจากประเพณีปฏิบัติของธุรกิจปกติอย่างไม่สมเหตุผลขาดความระมัดระวังไปอย่างมาก
ดังนั้น คนเก่งที่มีฝีมือย่อมวิเคราะห์ได้รอบคอบระมัดระวัง แยกแยะเหตุและผลได้ ก็จะยังสามารถทำงานให้บ้านเมืองต่อไปได้ โดยไม่ต้องวิตกจริต ถ้านำเอาความดีฝีมือที่สะสมไว้มาใช้ตามหลัก Fiduciary Duty นี้มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ







