posttoday
ทาง2แพร่งชี้ชะตาการเมือง

ทาง2แพร่งชี้ชะตาการเมือง

06 กันยายน 2558

ในที่สุดสถานการณ์ทางการเมืองของหลักไมล์ที่สำคัญก็มาถึง เนื่องจากวันนี้ (6 ก.ย.) จะเป็นวันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ

โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดสถานการณ์ทางการเมืองของหลักไมล์ที่สำคัญก็มาถึง เนื่องจากวันนี้ (6 ก.ย.) จะเป็นวันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะลงมติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์หรือไม่

ตามขั้นตอนการลงมติของ สปช.จะยึดรูปแบบที่รัฐสภาไทยเคยดำเนินการจนเป็นประเพณีที่ยึดถือกันมาตลอด คือ การลงมติโดยวิธีการขานชื่อทีละคน โดยเสียงที่จะใช้ตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ 124 เสียงจากสมาชิก สปช.ทั้งหมด 247 คน

ความเคลื่อนไหวของ สปช.จนถึง ณ เวลานี้นับว่ามีความเข้มข้นเป็นระยะ โดยฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญต่างเกทับกันว่าตัวเองมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ ประกอบกับตลอดทั้งสัปดาห์มีสมาชิก สปช.หลายกลุ่มนัดรวมตัวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายครั้ง ซึ่งมีทั้งบริบทการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการประสานงานเพื่อสำรวจจำนวนฐานเสียงในการโหวตร่างรัฐธรรมนูญ

คำตอบสุดท้ายจะประจักษ์ออกมาในวันที่ 6 ก.ย. ซึ่งไม่ว่ามติของ สปช.จะเป็นในรูปแบบใดก็ล้วนเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองไทยครั้งสำคัญแทบทั้งสิ้น

1.กรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.

แน่นอนว่าจะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านของประเทศเป็นไปตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งช่วงประมาณเดือน ก.ย. - พ.ย. 2559 ตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยประกาศไว้ โดยผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 ดังนี้

เมื่อ สปช.ลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สปช.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องทำหน้าที่ต่อไปเพื่อกำหนดประเด็นคำถามสำหรับการทำประชามติเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากคำถามว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ สภาละ 1 คำถาม และส่งไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้เหลือเพียงคำถามเดียว

ในกรณีของ สปช.หากได้กำหนดประเด็นคำถามเสร็จแล้วจะมีผลให้ สปช.ต้องพ้นสภาพการเป็น สปช.ทันที จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะตั้ง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” จำนวน 200 คน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ สปช.สิ้นสภาพ

สำหรับขั้นตอนในการเตรียมทำประชามติจะเริ่มจากการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาในการออกเสียงประชามติมาให้ สนช.เห็นชอบ

เมื่อร่างประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องส่งสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้กับ กกต. โดยมีเงื่อนไขว่า “ข้อมูลสาระสำคัญที่จัดทำเผยแพร่ ต้องไม่มีลักษณะเป็นการชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ”

การกำหนดวันที่ให้ประชาชนมาออกเสียงประชามติจะเป็นอำนาจของ กกต. โดยต้องอยู่ในระหว่าง 30-45 วัน นับตั้งแต่วันที่ กกต.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่ง กกต.คาดว่าวันออกเสียงประชามติจะเป็นวันที่ 17 ม.ค. 2559

กระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เนื่องจากในอดีตมีเพียงการถามว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเพียงข้อเดียว แต่รอบนี้ได้มีคำถามเพิ่มเข้ามาด้วย

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 กำหนดไว้ว่า “หากประชาชนเห็นชอบกับคำถามประชามติที่เพิ่มเติมขึ้นมา คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับผลของการทำประชามติภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศผลการออกเสียงประชามติ และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีเวลาดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าถูกต้อง นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ถูกต้อง คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องแก้ไขก่อนส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย”

สำหรับเกณฑ์ในการตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติหรือไม่ จะใช้หลักเกณฑ์ของเสียงข้างมาก หมายความว่า สมมติมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 40 ล้านคน แต่วันออกเสียงประชามติมีผู้มาใช้สิทธิ 20 ล้านคน และในวันนั้นมีประชาชนมากกว่า 10 ล้านเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จะเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ

ขั้นตอนหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ กระบวนการต่อไป คือ การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 3 ฉบับ

กฎหมายเลือกตั้งที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. 2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. และ 3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สนช.มีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวมาให้ สนช. นอกจากนี้ยังต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อนนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และภายหลังที่กฎหมายเลือกตั้ง 3 ฉบับมีผลบังคับใช้ กกต.ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งภายใน 90 วัน

สมมติฐานว่าด้วยการที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.และประชามติ จะไม่ทำให้โรดแมปของ คสช.เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส.ในเดือน ก.ย. 2559

2.กรณี สปช.ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

หากผลของการโหวตในวันที่ 6 ก.ย.ออกมาเช่นนี้ จะเท่ากับว่าการเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเดือน ก.ย. 2559 ตามโรดแมปของ คสช.ถูกเลื่อนออกไปด้วย อย่างน้อยประมาณ 6 เดือน เพราะจำเป็นต้องมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการทำประชามติรอบที่สอง

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะดำเนินการโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 21 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ สปช.ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีเวลาไม่เกิน 180 วันในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้ คสช. ครม. สนช. และประชาชน แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ และภายหลังได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องแจ้งให้กับ ครม.และ กกต.เพื่อดำเนินการจัดให้มีการทำประชามติอีกครั้ง โดยเงื่อนไขของการควบคุมการทำประชามติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจะอยู่ในประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาในการออกเสียงประชามติ ที่ กกต.ต้องส่งมาให้ สนช.เห็นชอบ

หากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบที่สองประชาชนให้ความเห็นชอบ กระบวนการต่างๆ ที่นำไปสู่การเลือกตั้งจะเริ่มขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติในรอบแรก ไม่ว่าจะเป็นการให้ สนช.พิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ และการกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 90 วัน นับตั้งแต่กฎหมายเลือกตั้ง 3 ฉบับมีผลบังคับใช้ ซึ่งสามารถประเมินได้ว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในช่วงปี 2560 - 2561

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติในรอบที่สองยังมีปัญหาสำคัญที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้ให้ทางออกไว้ คือ หากเกิดกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติในรอบที่สอง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และทำประชามติอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม แต่ประชาชนลงมติไม่ให้ความเห็นชอบขึ้นมาจะทำอย่างไร

โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติแค่กระบวนการให้ทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายหลังประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เท่ากับเป็นการกำหนดให้ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่านการทำประชามติ

ในเรื่องนี้ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ถ้าเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมาจริง รัฐบาลอาจเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวต่อ สนช.อีกครั้ง เพื่อกำหนดทางออกให้ชัดเจน เช่น อาจบัญญัติให้ ครม.มีอำนาจนำร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้นมาทูลเกล้าฯ ถวายได้เลย หรือนำรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงโดยอาศัยอำนาจของ คสช.ก่อนและประกาศให้มีผลบังคับใช้ เป็นต้น

ดังนั้น บทสรุปของทางสองแพร่งการเมืองในครั้งนี้ คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.และผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ตามโรดแมปเพื่อนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งและเปลี่ยนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบได้ภายในเดือน ก.ย. - พ.ย. 2559

ทว่า หากไม่ผ่าน สปช.หรือการทำประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องอยู่ในตำแหน่งลากยาวต่อไปจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านฉันทามติของประชาชน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69