
มังกรซบหนัก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การค้าโลกชะลอตัวถือเป็นปรากฏการณ์ล่าสุดที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ด้วยสภาพความใหญ่โตและการเป็นศูนย์กลางการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ สภาพที่จีนนำเข้าน้อยลงจึงกลายเป็นการถ่วงการไหลของสินค้าทั้งโลกเลยทีเดียว
อัตราการบรรทุกสินค้าทางเรือแบบข้ามทวีปที่ปรับตัวลดลด ฉายภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อัตราค่าขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปปรับตัวลดลงถึง 20% ขณะที่ดัชนีค่าขนส่งสินค้าจากท่าเรือที่เซี่ยงไฮ้ไปยังยุโรปเหนือปรับตัวลดลงถึง 23% ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา
ปัจจัยหลักๆ ของการค้าโลกที่ชะลอตัวลง เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงสุดขีด รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่ 7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้การนำเข้าของพญามังกรชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วเป็นตัวเลขถึง 2 หลักในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทั้งจากสภาพการบริโภคภายในประเทศของลูกหลานมังกรที่จำเป็นต้องประหยัดมากขึ้นตามเงินที่เข้ากระเป้าน้อยลง และยังเป็นผลจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจต่างประเทศที่เป็นลูกค้าของจีนทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้จีนนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกน้อยลงด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น การตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การนำเข้าสินค้าจากจีนชะลอตัวลง เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินหยวนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้นในสายตาชาวจีน ส่งผลให้สัดส่วนการใช้สินค้าภายในประเทศทดแทนการนำเข้าเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ จากการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการลงทุนและมีรายได้หลักจากการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เป็นประเทศที่พึ่งพาการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศแทน
สภาพเช่นนี้แน่นอนว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่รุ่มรวยสินค้าโภคภัณฑ์และพึ่งพาตลาดในจีน ต่างเผชิญสภาพมังกรพ่นพิษไปตามๆ กัน นับตั้งแต่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย โดยทั้งสามประเทศต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจซบเซาอย่างหนักมิหนำซ้ำสกุลเงินท้องถิ่นยังร่วงลงมาแตะระดับต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 อีกด้วย
เนื่องจากบรรดานักลงทุนต่างคาดว่าสภาพการส่งออกที่ชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนพากันแห่ถอนทุนออกอย่างรวดเร็ว จนเกิดสภาพค่าเงินอ่อนค่าอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างภาคภูมิ ทั้งยังกลายเป็นศูนย์กลางการค้าการส่งออกในระดับโลก
จีนกลายเป็น “พี่ใหญ่” ในฐานะคู่ค้าหลักของประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากประเทศตลาดเกิดใหม่ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในฝั่งซีกโลกตะวันออกก็นำเข้าสินค้าจากจีนในปริมาณมหาศาลเช่นกัน
พูดให้ชัดเจนคือ จีนเป็น “โรงงานกลาง” ของโลกที่รับวัตถุดิบจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ มาผลิตเป็นสินค้าส่งออกให้กับตลาดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ดังนั้น เมื่อสภาพเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง จึงกลายเป็นการตัดท่อการไหลเวียนของการค้าโลกในที่สุด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงทั้งโลก โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตซึ่งจัดทำระหว่างเจ.พี.มอร์แกนและมาร์กิต เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ร่วงลงไปอยู่ที่ 50.7 จุด
ถึงแม้อยู่ในเกณฑ์ 50 จุด ซึ่งถือเป็นสภาพที่ยังขยายตัวได้ แต่ก็ถือเป็นการขยายตัวในระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 2013 เช่นกัน
ด้าน คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ส่งสัญญาณเตือนระหว่างการประชุมกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ชาติ (จี20) ว่า การชะลอตัวของจีนและปัจจัยอื่นๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกถลำลึกสู่ความเสี่ยงด้านขาลง
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟปรับลดการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2015 มาแล้วเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ลงมาอยู่ที่ 3.3% โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจีนกลายเป็นตัวการหลักที่ฉุดให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กำลังฉุดการค้าโลกไม่ได้มาจากความเคลื่อนไหวในจีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในปัจจุบันมาตรการแทรกแซงค่าเงินส่งผลให้การค้าในระดับข้ามทวีปซบเซาลงแต่การค้าขายในภูมิภาคกับเฟื่องฟูมากขึ้น
เช่นกรณีความพยายามในการอัดฉีดเม็ดเงินของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างมาก ผลกระทบที่ตามมาคือ สินค้านำเข้าหลายรายการมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีการปรับลดการนำเข้าลง ทว่าการค้าขายกันในภูมิภาคที่ใช้สกุลเงินท้องถิ่นกลับเฟื่องฟูมากขึ้น
หากมองในแนวโน้มระดับโลก ก็ต้องยอมรับว่า การเมืองระดับเวทีโลกถูกบั่นทอนความสำคัญลงมาก ขณะที่องค์กรระดับโลกอย่างสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถูกทำให้มีบทบาทน้อยลงในปัจจุบันหากเทียบกับในช่วงสงครามเย็น
สวนทางกับบทบาทขององค์กรระดับภูมิภาคอย่างสหภาพยุโรป (อียู) หรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กลับมีบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านการค้าและการจัดการความขัดแย้งและภัยคุกคาม
กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนในความขัดแย้งของวิกฤตยูเครน ซึ่งองค์กรระดับภูมิภาคอย่างอียู องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (โอเอสซีอี) ที่มีบทบาทในการเข้าไปแก้ไขความขัดแย้งในยูเครนมากกว่ายูเอ็นเสียอีก
เช่นเดียวกับการค้าการลงทุนที่หลายประเทศเริ่มสร้างกรอบการค้าสำหรับการค้าขายกันเองในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งมักจะให้ประโยชน์ด้านการค้าและภาษีเป็นการดึงดูดให้สมาชิกค้าขายกันเองในภูมิภาคมากขึ้น มากกว่าจะหันไปค้าขายในระดับโลก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปัจจุบันการค้าระดับโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะสนับสนุนให้เกิดการค้าโลกอย่างเสรีขึ้นโดยปลอดกำแพงภาษี แสดงความกังวลอย่างมากต่อกรณีดังกล่าว
ด้านสำนักงานวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งจับตาการเติบโตของการค้าโลก เปิดเผยว่า สัดส่วนการเติบโตของการค้าโลกปรับตัวลดลง 0.5% ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่แสดงออกถึงความซบเซาของการค้าโลกมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009
ด้าน โรเบิร์ต คุปแมน หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของดับเบิ้ลยูทีโอ แสดงความเห็นว่า การค้าโลกในปีนี้น่าจะเติบโตได้ราว 3.3% หลังจากที่ในช่วงครึ่งปีแรกการค้าโลกอยู่ในสภาพซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าในยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
การค้าโลกที่ซบเซากำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก นอกเหนือจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และสภาพความวุ่นวายของค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จึงไม่น่าเห็นเศรษฐกิจโลกกลับไปเติบโตได้ถึง 4% ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน







