
"จรัญ" หนุนร่างรธน.วางกรอบนิติธรรม-นิติรัฐแก้ขัดแย้ง
"จรัญ" ชี้ร่างรัฐธรรมนูญช่วยวางกรอบหลักนิติธรรม-นิติรัฐ แก้ปัญหาขัดแย้ง แจงปรองดองไม่ได้สร้างได้ด้วยปลายปากกา
"จรัญ" ชี้ร่างรัฐธรรมนูญช่วยวางกรอบหลักนิติธรรม-นิติรัฐ แก้ปัญหาขัดแย้ง แจงปรองดองไม่ได้สร้างได้ด้วยปลายปากกา
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “หลักนิติธรรมกับการใช้กฎหมาย” ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า หลักนิติธรรมต้องประกอบด้วย
1. ความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นปฐมบทแรก แม้จะชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่ได้หมายความจะชอบด้วยหลักนิติธรรม
2.หลักสุจริต แม้จะทำไปด้วยความชอบตามกฎหมาย แม้จะทำด้วยความชอบด้วยกฎหมายแต่หากทำด้วยความไม่สุจริตก็จะถือว่าไม่ถูกหลักนิติธรรม รวมไปถึงเรื่องประมาทที่แม้จะทำด้วยความไม่ตั้งใจ ไม่มีวาระซ้อนเร้น แต่ก็ถือไม่สุจริต ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง และหลักนี้เป็นบรรทัดฐานที่นำมาใช้ในศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญผ่านคำวินิจฉัยต่างๆแม้ไม่ได้ระบุชัดก็ตาม
3. หลักความไม่ลำเอียงปราศจากอคติ ตามหลักอคติ 4 คือ รัก โกรธ กลัว และหลง และ 4. หลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรต่อกรณี ที่จะต้องสร้างความสมดุล อย่างกรณีการแต่งตั้งตำแหน่งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยไม่ควรไปคำนึงถึงสิงห์แดง สิงห์ดำ สิงห์ขาว สิงห์ทอง การพิจารณาแต่งตั้งตามรุ่นนั้นรุ่นนี้
“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเห็นได้ชัดกำหนดหลักนิติธรรม นิติรัฐไว้ชัดเจน เช่น มาตรา 217 เขียนชัดเกี่ยวกับหลักนิติธรรม ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านจะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง และหลักนิติธรรม"นายจรัญกล่าว
นายจรัญ กล่าวว่า ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างความปรองดองได้หรือไม่นั้น เห็นว่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะความสามัคคีของคนในชาติ ไม่ได้สร้างโดยปลายปากกา และกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง ปัญหานี้เป็นเงื่อนไขความเจริญ ความล้มเหลวของประเทศชาติ
ส่วนคำถามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการนำหลักป้องกันอคติทั้ง 4 มาบัญญัติไว้หรือไม่นั้น นายจรัญกล่าวว่า มีการกำหนดเรื่องสิทธิมนุษยชน การห้ามเลือกปฏิบัติ และเพิ่มมาในเรื่องเพศสภาพ ที่ได้รับการรองรับในรัฐธรรมนูญรวมไปถึงจากเดิมรับรองสิทธิเฉพาะคนไทย แต่ครั้งนี้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยก็ยังได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย
นายจรัญ กล่าวอีกว่า สำหรับนักกฎหมายของรัฐสภาซึ่งถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ถือว่ามีความสำคัญเป็นการปิดทองหลังพระ อย่างไรก็ตามไม่ควรให้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการเข้ามาครอบงำการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะที่ผ่านมาจะไม่มีปัญหาฝ่ายตุลาการ แต่จะเห็นว่าฝ่ายบริหารมีความคิดเข้ามาครอบงำผ่านกฤษฎีกา ซึ่งเห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติควรมีกฤษฎีกาเป็นของตัวเอง แต่จะต้องกำหนดไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน
นอกจากนี้ ผู้บริหารประเทศไม่ควรบอกว่าถ้าไม่เลือกก็ไม่ได้งบประมาณ จะมาของบประมาณทำไม ถ้าคุณไม่เลือกผม อย่างนี้เรียกว่าใจแคบ แสดงให้เห็นถึงการมีอัตตา ทั้งที่ประเทศไทยคือเรา เราคือประเทศไทย ฉะนั้นจะต้องดูแลทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีการแบ่งสี แบ่งฝ่าย โดยเกิดจากการปลุกระดม โดยการมอมเมา ปลุกระดมมวลชนออกมา ซึ่งมั่นใจว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาที่ตั้งใจจะแก้ปัญหานี้







