posttoday
สปช.ยื่นตรงถึงคสช.ให้ส่งศาลรธน.ตีความร่างรธน.ไร้คำปรารภ

สปช.ยื่นตรงถึงคสช.ให้ส่งศาลรธน.ตีความร่างรธน.ไร้คำปรารภ

28 สิงหาคม 2558

สปช.แทงหนังสือถึง"ประยุทธ์"ส่งศาลรธน.ตีความรธน.ไร้คำปรารภ เตือน ถ้าไม่ทำตามอาจเกิดปัญหาได้

สปช.แทงหนังสือถึง"ประยุทธ์"ส่งศาลรธน.ตีความรธน.ไร้คำปรารภ เตือน ถ้าไม่ทำตามอาจเกิดปัญหาได้

วันที่ 28 ส.ค.นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง ขอส่งประเด็นปัญหาร่างรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมกับแนบเอกสาร 4 ชิ้นให้กับพล.อ.ประยุทธ์ ประกอบด้วย 1.คำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2540 จำนวน 1 ชุด 2.คำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 จำนวน 1 ชุด 3.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2557 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15-18/2556 และ 4.สำเนาหนังสือกฎหมายรัฐธรรมนูญของนายวิษณุ เครืองาม

ทั้งนี้ในเอกสารของนายนิรันดร์ระบุถึงเหตุผลที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ข้าพเจ้าในฐานะสมาชิกสปช.ซึ่งต้องพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและได้ตรวจพบว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีส่วนของคำปรารภ อันทำให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตามมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งมีความต่างจากร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 และพ.ศ.2550 ที่มีการเขียนคำปรารภไว้แล้วก่อนเสนอต่อสภาฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพราะคำปรารภเป็นการแสดงถึงหลักการและเหตุผลของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการเสนอร่างพ.ร.บ.อื่นๆ ที่ต้องมีหลักการและเหตุผลประกอบร่างพ.ร.บ.นั้นด้วย

"ดังนั้น ประเด็นปัญหาความความแล้วเสร็จของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว หากมีผู้หยิบยกเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในภายหลังอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการที่ได้ทำไปมาแล้ว ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบและชัดเจนมากกว่าหากได้ส่งประเด็นปัญหานี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดหยิบยกมาเป็นปัญหาอีก จึงอาศัยบทบัญญัติมาตรา 5 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 ส่งเรื่องดังกล่าวมาเพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเป็นการเร่งด่วนต่อไป" นายนิรันดร์ระบุในหนังสือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2558 มาตรา 5 มีเนื้อหาว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด หรือเมื่อมีกรณีที่เกิดขึ้นนอกวงงานของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา หรือศาลปกครองสูงสุดจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้ แต่สําหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดให้กระทําได้เฉพาะ เมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีที่ไม่มีคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งให้กับสปช. เพราะจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

"หากมีใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายหลังสปช.ลงมติเห็นชอบและผ่านการทำประชามติ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาและผลกระทบมาถึงการทำงานของคณะกมธ.ยกร่างฯ และคสช. ได้ จึงคิดว่าควรส่งเรื่องและรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นน่าจะดีที่สุด " นายสมชาย กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน