
เรื่องเล่าจาก ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2454 เสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2554 สิริรวมอายุได้ 100 ปีเศษ ได้สร้างเกียรติประวัติในวงการแพทย์และสาธารณสุขไว้มากมาย ในทางการแพทย์เป็นผู้ผ่าตัดแยกแฝดสยามได้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 ที่ “โรงพยาบาลหญิง” ซึ่งปัจจุบันคือโรงพยาบาลราชวิถี เป็น “แพทย์ชนบท” รุ่นแรกๆ ผู้บุกเบิกสร้างโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2480 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ผลักดันนโยบายสาธารณสุขมูลฐาน พัฒนาระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จนเป็นกำลังสำคัญในระบบสาธารณสุขของประเทศมาถึงปัจจุบัน
นับเป็นผลงานมหาศาลที่มีคุณค่าอเนกอนันต์ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และทีมงานสามารถ “สานฝัน” สร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นได้บนผืนแผ่นดินไทย โดยไม่เพียงทำให้เกิดหลักประกันสุขภาพ “ถ้วนหน้า” ได้เท่านั้น แต่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยบรรลุใกล้เป้าหมายสำคัญคือ “ความเท่าเทียม” (Equity) คุณภาพ (Quality) และ “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) ด้วย
นอกจากนี้ ศ.นพ.เสม ยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญทำให้เกิด “กลไกทางการเงิน” ที่ทำให้ “สถานบริการสาธารณสุข” โดยเฉพาะโรงพยาบาลต่างๆ สามารถให้บริการประชาชนได้อย่าง “คล่องตัว” “ฉับไว” “ทันการณ์” คือ “ระบบเงินบำรุงโรงพยาบาล”
ถ้าโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทย พึ่งแต่เงินงบประมาณแผ่นดิน ประชาชนคนไทยจะต้องทุกข์ยากจากบริการโรงพยาบาลที่ “ติดๆ ขัดๆ” “ขาดความคล่องตัว” “ขาดประสิทธิภาพ” ซึ่งแน่นอนจะทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องตายและพิการไปโดยไม่สมควรมากมาย เพราะขาดยา ขาดเครื่องมือที่จำเป็น รวมทั้งขาดหมอ ขาดพยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ด้วย
เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2480 จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการ “อวดธง” คือ สร้างบริการให้แก่ประชาชนตามชายแดน เพื่อดึงความนิยมและจงรักภักดีต่อประเทศไทย ด้วยการสร้างโรงพยาบาลขึ้นบริการประชาชน
ในปี พ.ศ. 2480 พระพนมนครานุรักษ์ได้ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มีดำริจะสร้างโรงพยาบาลขึ้นเหมือนที่ทำสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พระบริรักษ์เวชชการ อธิบดีกรมสาธารณสุข ซึ่งขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย จึงย้าย นพ.เสม ซึ่งเป็น “หมอหนุ่มมือดี” จากนครสวรรค์ไปอยู่ที่เชียงราย ซึ่งสมัยนั้นทุรกันดารมาก เพื่อนๆ ถึงกับล้อว่า “ย้ายไปเชียงรายก็ดีนะ เอาหม้อไปด้วยใบหนึ่ง จะได้เอากระดูกใส่กลับมา”
โดยการนำของพระพนมนครานุรักษ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นพ.เสม ได้ร่วมตระเวนไปขอรับบริจาคจนในที่สุดก็สร้างโรงพยาบาลขึ้นสำเร็จ สามารถเปิดบริการประชาชนได้โดยเก็บค่ารักษาพยาบาลจากคนไข้นำมาใช้ซื้อยาและเวชภัณฑ์หมุนเวียนให้บริการประชาชนโดยต่อเนื่อง
ระบบการเก็บเงินคนไข้แล้วนำไปใช้ซื้อยาและเวชภัณฑ์หมุนเวียนไปให้บริการประชาชนนี้ เป็นระบบที่ปัจจุบันปฏิบัติกันเป็นปกติวิสัย แต่ในสมัยนั้นเป็นการ “ผิดระเบียบ” เพราะเมื่อเก็บเงินจากราษฎรแล้วจะต้องส่งเข้าคลังเป็น “รายได้แผ่นดิน” การกระทำของ นพ.เสม เวลานั้น จึงเป็นความผิด
นพ.เสม เล่าว่า “ทีนี้มีปัญหากับราชการ เงินทุกบาททุกสตางค์เขาจะเอาเข้าคลัง เราไม่ให้เอาเข้า รัฐมนตรีคลังสมัยนั้นคือเจ้าคุณไชยยศสมบัติ ท่านขึ้นไปดูว่าโรงพยาบาลเชียงรายวิเศษอย่างไร ทำไมไม่เอาเงินเข้าคลัง ท่านถามเราว่า ‘ทำไมเงินที่คุณหมอหาได้จึงไม่เข้าคลัง คุณหมอทำผิด พ.ร.บ.คลัง’ ตอนนั้นพ่อเพิ่งอายุ 28-29 ก็เรียนท่านว่า โรงพยาบาลนี้รัฐบาลไม่ได้ออกสักบาทเดียว ชาวบ้านเขาออกเอง ถ้าผมเอาเงินจำนวนนี้ไปให้รัฐบาล ผมไม่รู้จะเอาอะไรมารักษาชาวบ้าน เงินนี้มันเป็นวงจร เอาเงินไปซื้อยามาให้ชาวบ้าน หมุนเวียนไป ท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านกลับกรุงเทพฯ ก็มีคำสั่งพิเศษว่า ต่อไปนี้ ถ้าโรงพยาบาลมีรายได้ ให้เก็บเงินรายได้เพื่อเป็นเงินทุนสะสม เป็นการเริ่มต้นทุนสะสมของโรงพยาบาลในประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา”
หลักการนี้ ต่อมาก็ตราเป็นกฎหมายปรากฏใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ที่ให้โรงพยาบาล (และสถานศึกษา) สามารถนำเงินไปใช้ได้โดยไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ให้ใช้ได้ตาม “ระเบียบที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบ”
เป็นระบบที่ทำให้โรงพยาบาลและต่อมาครอบคลุมลงไปถึง “สถานบริการสาธารณสุข” หรือ “หน่วยบริการ” อื่นๆ เช่น สถานีอนามัย มีระบบการเงินที่สามารถแก้ปัญหาเพื่อให้เกิด “ประโยชน์สุข” แก่ประชาชนได้อย่างฉับไว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ
ผู้เขียนเคยไปประชุมที่อินโดนีเซียครั้งแรก เมื่อราว 30 ปีมาแล้ว ได้คุยกับ “แพทย์ชนบท” ของอินโดนีเซีย เขาเล่าประสบการณ์ที่ไปทำงานอยู่ตามเกาะห่างไกล ที่ขาดแคลนหยูกยาและเวชภัณฑ์ เพราะไม่มีระบบ “เงินบำรุง” ต้องรอแต่งบประมาณจากทางราชการเท่านั้น
ระบบเงินบำรุงโรงพยาบาลและสถานศึกษานี้ คือ หลักการเดียวกันกับระบบ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ” (Earmarked Tax) ที่ฝ่ายเคร่งวินัยทางการคลังไม่ชอบ และคอยคิดจะเข้ามาควบคุมหรือรวบเอาเงินก้อนนี้ไปรวมไว้ในตะกร้าเดียว โดยคนเหล่านี้มักไม่ตระหนักถึงข้อดีมากมายของเงินในระบบนี้
ที่จริงเงินในระบบนี้เป็นเงินก้อนเล็กมาก ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศราวพันแห่ง ปัจจุบันมีเงินรวมราว 5-6 หมื่นล้านบาท หักหนี้สินราว 2-3 หมื่นล้านบาท ก็เหลือสุทธิราว 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อประชาชนและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องมากมาย แต่ก็ไม่วายถูก “จ้อง” จากผู้เคร่งวินัยทางการคลัง
ทั้งๆ ที่เงินที่ผ่านระบบคือผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ก็ถูกปู้ยี่ปู้ยำจากโครงการอย่างรับจำนำข้าวทุกเมล็ดไปถึง 7 แสนล้านบาท ร่างกฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ก็ผ่านสภาไปได้ไม่ยาก ถ้าไม่ถูก “เบรก” จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รู้ว่าประเทศชาติจะ “ฉิบหาย” ไปอีกเท่าไร
ก็ไม่เห็นฝ่ายเคร่งวินัยการคลังจะป้องกันแก้ไขอะไรได้







