posttoday
ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ

ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ

21 สิงหาคม 2558

โดย...นายปกรณ์ นิลประพันธ์

โดย...นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ช่วงหนึ่งถึงสองเดือนที่ผ่านมานี้มีการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” กันอย่างมากมาย และมีการเสนอให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติขึ้นด้วย 

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้เขียนอ่านคำอธิบายของผู้เสนอรวมทั้งข้อวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ตามสื่อมวลชนต่างๆ แล้วก็ให้เกิดความสงสัยเพราะอยู่ๆ ก็จะกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติขึ้น โดยไม่มีใครกล่าวถึงสิ่งที่ต้องคิดถึงหรือกำหนดขึ้นก่อนที่จะจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา ซึ่งได้แก่ “วิสัยทัศน์ของชาติ”

ในทางตำรา วิสัยทัศน์ (Vision) ต่างจากยุทธศาสตร์ (Strategy) โดยวิสัยทัศน์คือตำแหน่งหรือภาพของประเทศหรือองค์กรที่จะเป็นในอนาคตต่อไปข้างหน้า ซึ่งจะสั้นหรือยาวก็สุดแล้วแต่ แต่โดยมากจะยาวหน่อยเพราะการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนลุคของประเทศหรือองค์กรให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์นั้นต้องใช้เวลาในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ มากมาย

ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างมาเลเซีย เขากำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศมาตั้งแต่ปี 2534 ที่รู้จักกันว่า “วิสัยทัศน์ 2563” ว่า เขาจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 เป็นต้น

ส่วนยุทธศาสตร์ หรือที่นักวิชาการด้านบริหารจัดการเรียกอีกนัยหนึ่งว่า “แผนกลยุทธ์” นั้น หมายถึงแผนปฏิบัติการโดยรวมเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ และเมื่อมียุทธศาสตร์แล้ว ก็จะมีการกำหนด “ยุทธวิธี” (Tactics) หรือที่นักการบริหารจัดการเรียกว่า “กลวิธี” ซึ่งเป็นวิธีการในรายละเอียดที่จะต้องนำมาใช้เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดอีกทอดหนึ่ง

ไหนๆ ยกตัวอย่างมาเลเซียแล้ว ผู้เขียนขออนุญาตถ่ายทอดข้อความส่วนหนึ่งที่ YAB Dato’ Seri Dr. Mahathir Mohamad ได้แถลงเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ 2563 ต่อสภาธุรกิจชาวมาเลเซีย (Malaysian Business Council) เป็นภาษาไทย ดังนี้

“...[ข้าพเจ้า] หวังเป็นอย่างยิ่งว่าชาวมาเลเซียซึ่งเกิดในวันนี้และในปีหนึ่งข้างหน้านี้ (2535) จะเป็นพลเมืองยุคสุดท้ายที่จะเกิดในยุคที่ประเทศของเราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” เป้าหมายสุดท้ายที่เราพึงมีร่วมกันคือมาเลเซียต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบภายในปี 2563

เมื่อวางวิสัยทัศน์ของประเทศที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันแล้ว มาเลเซียจึงไปกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ว่านั้น ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าการที่มาเลเซียสามารถวางและดำเนินการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของเขาได้นั้น “ความมีเสถียรภาพทางการเมือง” ของมาเลเซีย เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพรรคอัมโน (United Malay National Organization : UMNO) เป็นแกนหลักของพรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซียมาตั้งแต่ปี 2489 และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็มาจากพรรคนี้นับแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ลักษณะเฉพาะ
ดังกล่าวก็ปรากฏในสิงคโปร์ ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดวิสัยทัศน์และดำเนินยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่าที่ผ่านมาเรายังไม่มีวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศที่ชัดเจน คงมีเฉพาะนโยบายของรัฐบาลในระยะสั้นๆ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีอายุ 5 ปีเท่านั้น ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงไม่ทราบว่าประเทศของเราจะมีภาพอย่างไรในอนาคต การดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ขาดการประสานความร่วมมือเพื่อดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งการเมืองไทยยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเราจะเดินไปสู่จุดไหน ซึ่งแตกต่างจากกรณีมาเลเซีย สิงคโปร์ และชาติอื่นในภูมิภาค

กรณีนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกหมู่ทุกฝ่ายดำเนินการให้เป็นไปตามทิศทางนั้น

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ ใครควรเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ชาติ ในทัศนะของผู้เขียน การกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติและยุทธวิธีที่จะทำให้เป็นไปตามที่กำหนดนั้นเป็นเรื่องในทางบริหารโดยแท้ เพราะฝ่ายบริหารมี “ความรับผิดชอบที่จะบริหารประเทศเพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร์”  แต่การกำหนดดังกล่าวก็ต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนด้วย ซึ่งผู้เขียนเชื่อโดยสุจริตว่าถ้าฝ่ายบริหารกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความผาสุกของประชาชนแล้ว ย่อมได้รับความเห็นชอบจากประชาชน โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการหรือหน่วยงานใหม่ๆ ขึ้น สำหรับการกำหนดยุทธวิธีหรือกลวิธีนั้น ควรต้องดำเนินการโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งปัจจุบันก็มีกลไกหรือช่องทางต่างๆ หลากหลายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใดๆ ขึ้นใหม่

อนึ่ง ผู้เขียนเห็นว่าการทำให้วิสัยทัศน์ของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติเป็นที่ยอมรับร่วมกันของประชาชน และมีความผูกพันรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดที่จะต้องปฏิบัติตาม เราสามารถใช้กลไกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีอยู่แล้ว สร้างผลผูกพันทางกฎหมายขึ้นได้โดยการจัดให้มีการลงประชามติในวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายบริหารจัดทำขึ้น ซึ่งจะสร้างความรับรู้ร่วมกันของคนในชาติให้ก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งมติมหาชนดังกล่าวจะมีผลบังคับโดยสภาพให้พรรคการเมือง หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสังคมต่างมีพันธกรณีที่จะต้องร่วมกันดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ผ่านการลงประชามตินั้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกฝ่ายย่อมติดตามและตรวจสอบได้ว่ามีการดำเนินการให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์นั้นหรือไม่ หากจะต้องมีการแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านการประชามติไปแล้ว ก็จะต้องมีการทำประชามติใหม่ด้วย เพื่อสร้างความรับรู้ร่วมกัน เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความสุขสถาพรอย่างยั่งยืนของลูกไทยหลานไทยในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69