
ครม.ใหม่อย่าสนแค่ศก. ห้ามลืมภารกิจปฏิรูป
หลายฝ่ายคาดหวังว่า ครม.ชุดใหม่น่าจะพาประเทศฝ่าคลื่นลมต่างๆ ไปได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องเข้ามาเดินหน้าปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดที่ 3 ก็ได้ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ถึง 19 ตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนว่าไฮไลต์สำคัญที่อยู่ที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่นำโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง
ท่ามกลางปัญหาของประเทศมากมาย ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่า ครม.ชุดใหม่น่าจะพาประเทศฝ่าคลื่นลมต่างๆ ไปได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องเข้ามาเดินหน้าปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า จากรายชื่อที่ออกมาต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ถึงกระนั้นการเปลี่ยนตัวบุคคลก็ต้องดูด้วยว่า ท่าทีแนวคิดวิธีการในการแก้ปัญหาเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน เพราะตรงนั้นก็สำคัญไม่น้อยกว่าตัวบุคคล ซึ่งเรื่องสำคัญเร่งด่วนคือการประคับประคองอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไม่ให้มันทรุด มิเช่นนั้นจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมา และภารกิจที่ทำตรงนี้ต้องควบคู่ไปกับงานการปฏิรูป การปรับโครงสร้าง เพราะคนคาดหวังว่าในรัฐบาลนี้ควรจะต้องเร่งทำเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่อนาคตต่อไป
ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คิดว่า เป็นการปรับ ครม.ที่ใหญ่มากหากเทียบกับการปรับ ครม.ในยุคของรัฐบาลที่เป็นประชาธิไตย การปรับ ครม.ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ผ่านมายังไม่เพียงพอ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีเองจะต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาขณะนี้คืออะไร ทิศทางนโยบายหรือตัวบุคคลที่จะนำเอานโยบายนั้นไปปฏิบัติ ถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
“เราเองคาดหวังว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้จะดีขึ้นกว่าเดิม รัฐบาลวันนี้มีความยากลำบากมีทั้งแรงกดดัน จากภายใน ภายนอก สภาพเศรษฐกิจ” ภูมิธรรม ระบุ
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เชื่อว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ให้บ้านเมืองเดินหน้า โดยต้องยอมรับว่า 1 ปีที่ผ่านมาจุดเด่นของรัฐบาล คสช. คือ ในเรื่องงานด้านความมั่นคง แต่มีจุดด้อยในเรื่องด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาที่มาจากรัฐบาลในอดีต รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจโลก
“อยากให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่กำลังตกต่ำ เช่น ข้าว ปาล์ม และยางพารา ยังรวมไปถึงการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นปัญหาจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่อยากเห็น คือ จุดยืนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” เอกนัฏ ฝากการบ้าน
ขณะที่ท่าทีของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มองตรงกันว่าเป็นโอกาสดีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้น แต่ ครม.ชุดใหม่ควรแก้ไขปัญหาอื่นๆ ควบคู่ไปกับปัญหาเศรษฐกิจด้วย
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิก สปช. มีทัศนะว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ถือว่าอยู่ในช่วงของครึ่งหลังหรือว่าโอกาส ช่วงที่ 2 โดยธรรมชาติแล้วเป็นช่วงขาลง จะเจอกับปัญหาและอุปสรรคอยู่มาก ทั้งปัจจัยภายในภายนอกและเศรษฐกิจโลก แต่หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเน้นไปในเรื่องด้านเศรษฐกิจที่มีการปรับยกแผง แต่ดูมีความสดใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่าสามารถเรียกความเชื่อมั่นมาได้อย่างไร เพราะความท้าทายข้างหน้ายังมีอยู่มาก
“ส่วนตัวอยากให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจควบคู่กับงานด้านสังคม โดยสร้างคนให้มีความเข้มแข็งทางด้านความคิด และสร้างความหลากหลายด้านอาชีพ เช่น จากที่เป็นเกษตรกรอย่างเดียวให้เป็นผู้ประกอบการด้วย” นพ.พลเดช กล่าว
สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) ระบุว่า แม้จะมีการปรับ ครม.หลายตำแหน่ง แต่เชื่อว่าการทำงานยังคงต่อเนื่องอย่างแน่นอน เพราะอดีต รมว.ประจำกระทรวงได้ขึ้นไปเป็นรองนายกฯ จำนวนหนึ่ง ซึ่งคิดว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมนโยบายของแต่ละกระทรวงอีกชั้นหนึ่ง ทำให้งานทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้
“นอกเหนือไปจากการปรับตัวรัฐมนตรีแล้ว รัฐบาลควรต้องเพิ่มแนวทางการทำงานเข้าไปอีกด้วย เช่น การลงพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อหารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย จะเป็นโอกาสที่ได้รู้ว่าปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และจะช่วยให้หลายฝ่ายเลิกคิดว่ารัฐบาลเน้นแต่การแก้ไขปัญหาแต่ในเมืองเพียงอย่างเดียว” สมชาย กล่าว
เลขานุการวิป สนช. เสนออีกว่า ไม่เพียงเท่านี้รัฐบาลน่าจะใช้โอกาสจากการปรับ ครม.ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารต่อสาธารณะด้วย เพราะเดิมมักจะเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก ซึ่งบางสถานการณ์ก็ไม่จำเป็นต้องให้นายกฯ ลงมาดำเนินการเอง แต่ควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีคนอื่นๆ เข้ามาช่วยด้วย เพื่อให้การสื่อสารกับประชาชนเป็นไปได้อย่างทั่วถึงและตรงจุด







