posttoday
"เต้น" แนะรัฐไม่ควรมีอคติทำคดีบึ้มวอนเปิดเผยความจริง

"เต้น" แนะรัฐไม่ควรมีอคติทำคดีบึ้มวอนเปิดเผยความจริง

20 สิงหาคม 2558

"ณัฐวุฒิ"วอนรัฐบาลทำคดีระเบิดราชประสงค์ตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ แนะพูดความจริงกับประชาชนพร้อมแสดงหลักฐาน

"ณัฐวุฒิ"วอนรัฐบาลทำคดีระเบิดราชประสงค์ตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ แนะพูดความจริงกับประชาชนพร้อมแสดงหลักฐาน

นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลังเดินทางมาศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หลังจากที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ คดี นปช. ก่อการร้ายว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องให้ข้อมูลและความคืบหน้าการติดตามจับกุมตัวคนร้าย โดยจะต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ หรือไม่ตั้งธงล่วงหน้า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในเรื่องความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่พยายามเชื่อมโยงพาดพิงไปถึงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน การกระทำเช่นนั้นจะสร้างความแตกร้าว เพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์ในสังคมมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลควรจะพูดความจริงกับประชาชน แม้จะเข้าใจได้ว่าในช่วงเวลาของการสืบสวนสอบสวนจะพูดความจริงได้ไม่หมด แต่ความจริงที่ออกจากรัฐบาลควรจะประกอบด้วยหลักฐาน”นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามถึงผู้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุรุนแรงระหว่างวันที่ 14 -18 ส.ค.ที่ผ่านมาเข้าพบพนักงานสอบสวน ปอท. นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เท่าที่ติดตามข่าวเข้าใจว่าเป็นการโพสต์โดยเอาข้อความมาจากเว็บเพจอื่น แล้วตัวคนโพสต์ข้อความมีลักษณะบุคลิกเฉพาะตัว เห็นว่าอาจจะไม่เชื่อมโยงกับขบวนการที่สร้างความรุนแรง แต่อาจจะเป็นคนที่มีวิธีคิดเฉพาะตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่คงจะสัมผัสได้ เรื่องแบบนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัด เพราะสถานการณ์แบบนี้ถ้าหากมันคลุมเครือให้ประชาชนไปตีความกันเอง ก็จะมีแต่ความวุ่นวาย ตนพยายามสื่อสารไปยังฝ่ายต่างๆว่านี่คือภัยคุกคามของคนไทยทั้งประเทศไม่ว่าจะฝ่ายไหน สีอะไร เดินถนน เดินบนสะพานมีโอกาสเป็นผู้เคราะห์ร้ายบาดเจ็บล้มตายได้หมด ดังนั้นความแตกต่างทางการเมืองต้องวางเอาไว้ก่อน  ให้เจ้าหน้าที่ไปจับกุมตัวทั้งคนลงมือ คนอยู่เบื้องหลังให้ได้ มีหลักฐานชัดก็เอาให้ถึงที่สุด

ส่วนเรื่องรางวัลนำจับที่ นายสมหวัง อัสราษี อดีตผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  แกนนำ นปช. เสนอเงินช่วยรางวัลนำจับเพิ่มอีก2 ล้านบาทนั้น  เห็นว่านายสมหวังมีกำลังที่จะช่วยได้ ถ้าได้ตัวคนก่อเหตุจริงนายสมหวังก็พร้อมจ่ายในฐานะคนไทยคนหนึ่ง โดยเงินที่ใช้เป็นเงินส่วนตัว

“ในขณะนี้ผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสารควรเป็นฝ่ายรัฐ เป็นด้านหลัง และฝ่ายรัฐควรทำหน้าที่อย่างไม่มีอคติ ตั้งธงล่วงหน้าเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ไม่เห็นด้วยกับการพยายามพาดพิงไปฝ่ายใดก็ตาม ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ถ้าคิดจะกล่าวหากันทุกฝ่ายก็กล่าวหากันได้หมด รัฐบาลควรพูดความจริงกับประชาชนที่ประกอบด้วยพยานหลักฐาน”นายณัฐวุฒิ กล่าว

สำหรับการพิจารณาคดีวันนี้ ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์ คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ ,นพ.เหวง โตจิราการ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง อตีด ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กับพวกรวม 24คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย , ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป ทำให้ปรากฏต่อประชาชนด้วยวาจา เพื่อประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันชุมนุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 - 20 พฤษภาคม 2553 กลุ่ม นปช. ชุมนุมกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ยุบสภา

โดยวันนี้จำเลยทั้ง 24 คน และทนายความเดินทางมาศาล พร้อมร่วมกระบวนพิจารณาคดี

ซึ่งวันนี้ พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.น.1 พยานโจทก์ปากที่ 3 ได้เดินทางมาเพื่อตอบการซักค้านของทนายจำเลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้อัยการโจทก์ได้ชักถามพยานดังกล่าวแล้ว โดยพ.ต.อ.คณิศร์ชัย เบิกความสรุปว่าวันที่ 3-6 เมษายน 2553 ตนได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลเรื่องการข่าว การชุมนุมของ นปช.โดยตนทราบว่าการชุมนมของ นปช.นั้นเป็นการชุมนุมกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ยุบสภา ซึ่งตนได้ประจำที่สะพานผ่านฟ้าฯและมีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบแฝงตัวไปในการชุมนุมด้วย

ต่อมาวันที่ 7 เม.ย. 2553 ตนได้ประจำที่รัฐสภาอยู่บริเวณประตูหน้าทางเข้า พร้อมตรวจสอบเข้มงวดคนที่เข้าออกบริเวณรัฐสภา ซึ่งในวันนั้นมี นายสุเทือก เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี อยู่ที่รัฐสภาพร้อมกับผู้อารักขา แต่ตนไม่ทราบว่าผู้อารักขาพกพาอาวุธหรือไม่ กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. 2553 ตนทราบว่าทหารได้ทำการขอคืนพื้นที่จากกลุ่ม นปช.จริง โดยมีการถืออาวุธสงครามประจำกายมาด้วย และมีการปะทะกัน ซึ่งตนได้อยู่ประจำอยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ใกล้ สน.นางเลิ้ง แต่ตนไม่ทราบว่ามีการปะทะกันอย่างไรเพราะฟังจากผู้ใต้บังคับบัญชารายงานมา ต่อมาวันที่ 11 เม.ย. 2553 ตนได้รับมอบหมายให้ไปให้การต่อพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ในการกล่าวหาแกนนำ นปช. กับพวก

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม