
สงครามค่าเงิน
กลัวกันหนักครับในขณะนี้ว่าสงครามค่าเงินจะปะทุขึ้นหลังจากที่จีนหั่นค่าเงินหยวนไปสามครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้หลายชาติในเอเชียเริ่มพิจารณาลดค่าเงินของตัวเอง อย่างล่าสุดเวียดนามก็ประกาศลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนลงด่องลงมาอีก 1% มาอยู่ที่ 21,890 ด่อง/เหรียญสหรัฐแล้ว
กลัวกันหนักครับในขณะนี้ว่าสงครามค่าเงินจะปะทุขึ้นหลังจากที่จีนหั่นค่าเงินหยวนไปสามครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้หลายชาติในเอเชียเริ่มพิจารณาลดค่าเงินของตัวเอง อย่างล่าสุดเวียดนามก็ประกาศลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนลงด่องลงมาอีก 1% มาอยู่ที่ 21,890 ด่อง/เหรียญสหรัฐแล้ว
ถามว่าจะเป็นสงครามค่าเงินจริงหรือไม่ ส่วนหนึ่งก็น่าจะใช้ เพราะการที่ค่าเงินจีนอ่อนลงจะกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ หันมาหั่นค่าเงินตามโดยเฉพาะประเทศที่มีการค้าการขายกับจีนมากๆ
แต่ในความเป็นจริงนั้นสงครามค่าเงินได้ปะทุขึ้นมาหลายระลอกตั้งนานแล้วครับ ผ่านการแทรกแซงด้วยนโยบายทางการเงินของบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่นี่เอง
อย่างเช่นสหรัฐก็เคยใช้นโยบายคิวอีที่กดเอาค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลงเป็นระยะเวลานานทีเดียว
อย่างญี่ปุ่น นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำในช่วงต้นปี 2013 ก็เข้าแทรกแซงค่าเงินด้วยนโยบายคิวอีจากธนาคารกลางเหมือนกัน กดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงแต่ก็ไม่มีใครว่าอะไร
อย่างยุโรป ในขณะนี้ยูโรโซนใช้นโยบายคิวอีเหมือนกันก็ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลง
พูดง่ายๆ ก็คือสงครามค่าเงินเกิดขึ้นมานานแล้ว อยู่ที่ช่วงจังหวะว่าใครจะทำและจะส่งผลกระทบมากกว่ากัน
หากจำกันได้ในช่วงปี 2010 ซึ่งเป็นการใช้คิวอีระลอกที่ 2 ของสหรัฐ ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลงหนักทำให้หลายประเทศเดือดร้อนกันหูดับตับไหม้ทีเดียว
แต่เมื่อญี่ปุ่นทำบ้างกลับไม่มีใครตำหนิเสียเท่าไหร่
แต่สำหรับจีนการหั่นค่าเงินในครั้งนี้ รู้สึกว่าจะสร้างความเดือดร้อนมากกว่าเพื่อน เพราะจีนผลิตสินค้าในแทบที่รายการที่ขายกันทั่วโลกและสินค้าจีนมีปริมาณมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ครับ
ว่ากันตามตรงแล้วจีนแทรกแซงค่าเงินมาตั้งแต่ต้น กดให้เงินหยวนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริงมานานนับหลายสิบปี
แต่ในระยะหลังๆ หลังจากที่ถูกกดดันจากสหรัฐหนักขึ้นจีนก็ปรับค่าเงินให้แข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ในระยะนี้เงินหยวนแข็งค่ามากเกินไปเพราะไปผูกติดกับค่าเงินเหรียญสหรัฐครับ
ดังนั้น พอจะบอกได้ว่าสงครามค่าเงินไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกเคยประสบมา แต่เจอกันมานานหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ว่าการเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกซบเซา การค้าโลกชะลอตัวลง เคยคาดว่าจะเห็นผลกระทบหนักมากที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวการแข่งกันลดค่าเงินก็คือ การค้าโลกที่ซบเซาลงอันเกิดจากผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ออ่อนตัวทั่วโลกนั่นล่ะครับซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลมากกว่า
ใช่ว่าเงินอ่อนแล้วจะขายของได้ ถ้าหากตลาดไม่ได้มีความต้องการสินค้านั้นๆ
สรุปแล้วลดค่าเงินไปก็ไม่ได้ส่งผลอะไรในระยะนี้ครับ







