
ค้าปลีกไทยรุ่ง กลยุทธ์โดนใจตลาดเวียดนาม
นักธุรกิจไทยมากมายเข้าไปลงทุนและเติบโตในตลาดเวียดนามอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีมานี้ ขณะที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนามคาดการณ์ว่า แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจไทยในเวียดนามจะยังคงสดใส ท่ามกลางการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พร้อมระบุว่า สินค้าไทยเน้นคุณภาพและมีแบรนด์เป็นที่น่าจดจำ
นักธุรกิจไทยมากมายเข้าไปลงทุนและเติบโตในตลาดเวียดนามอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีมานี้ ขณะที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนามคาดการณ์ว่า แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจไทยในเวียดนามจะยังคงสดใส ท่ามกลางการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พร้อมระบุว่า สินค้าไทยเน้นคุณภาพและมีแบรนด์เป็นที่น่าจดจำ
เวียดนามเน็ตบริดจ์ เว็บไซต์ข่าวของเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทต่างๆ ของไทยหันมาลงทุนทำธุรกิจในเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงที่ถูก และใช้ประโยชน์จากการยกเลิกกำแพงภาษีหลังรวมกลุ่มเป็นเออีซี อีกทั้งจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย คือ การมีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงความชาญฉลาดในการทำการตลาด
เมื่อกลางปี 2014 บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของกิจการเบียร์ช้าง เข้าซื้อกิจการค้าปลีกแฟมิลี่มาร์ท พร้อมแผนจะขยายร้านสะดวกซื้อนี้อีก 205 สาขาในเวียดนามอีก 4 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังเข้าซื้อเมโทรแคชแอนด์แครี่ ซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคค้าส่งของเวียดนาม มูลค่า 869 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 หมื่นล้านบาท) พร้อมแผนการขยายการวางสินค้าไทยในร้าน
ก่อนหน้านี้ บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ก็เข้าถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เอ็นเคที เจ้าของบริษัท เหงียนคิม ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม เพื่อมุ่งขยายตลาดค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดเวียดนาม
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมผู้ค้าปลีกเวียดนาม ระบุว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทยมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีกว่าผู้ประกอบการชาวเวียดนาม อีกทั้งมีการจัดงานแสดงสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการขายสินค้าไทยมากขึ้น โดยจากงานแสดงสินค้าที่ผ่านมาในนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม สินค้าไทยหลากหลายยี่ห้อยังคงเป็นที่จดจำและได้ใจผู้บริโภคชาวเวียดนาม โดยเฉพาะในด้านคุณภาพสินค้าไทยที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ การค้าปลีกไทยในตลาดเวียดนาม มีสินค้าและบริการที่สร้างความประหลาดใจได้มากมาย และครอบคลุมหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และที่โดดเด่นที่สุดคือร้านอาหารไทยรสจัดจ้าน รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ขายในร้านค้าปลีก ก็มีชื่อเสียงและเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกไทยประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่ต่างๆ ของเวียดนาม
ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ค้าปลีกแห่งเวียดนามยังเสริมอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้สินค้าไทยมีชัยในตลาดเวียดนาม คือ สินค้าไทยมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งแสดงถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือ อีกทั้งราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกของเวียดนามล้มเหลวในการควบคุมสิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งนั่นก็คือ “คุณภาพสินค้า” ไม่ใช่การมุ่งเน้นแข่งขันขายสินค้าในราคาถูก
“ผู้บริโภคต้องการคุณภาพสินค้ามาเป็นอันดับแรก นั่นคือเหตุผลที่ทำไมชาวเวียดนามนิยมแห่ไปซื้อสินค้าไทยทั้งในงานมหกรรมจัดแสดงสินค้า รวมถึงร้านค้าปลีกต่างๆ ของไทย” สมาคมผู้ค้าปลีกของเวียดนาม กล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของ ทื้อ ฮวา ผู้บริโภคชาวเวียดนาม ที่ระบุหลังเข้าชมงานจัดแสดงสินค้าไทยที่นครโฮจิมินห์ ว่า รู้สึกได้ว่าผู้ประกอบการค้าปลีกไทยเคารพและให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากกว่าผู้ค้าปลีกชาวเวียดนามเสียอีก
เวียดนามเน็ตบริดจ์ ระบุทิ้งท้ายว่า เมื่อถึงเวลาเข้าสู่การรวมกลุ่มเออีซีแล้วคงเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการชาวเวียดนามว่าจะมีกลยุทธ์และความเข้าใจในธุรกิจที่ชาญฉลาดเพื่อแข่งขันกับไทยที่เหนือกว่าได้อย่างไร







