
ฝันร้ายเงินฝืด ยังตามหลอนศก.ญี่ปุ่น
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
นับเป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังหนีไม่พ้นจากฝันร้ายเงินฝืดซึ่งดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี เมื่อการเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี)ของญี่ปุ่นเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ปรับร่วงลงมาถึง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และหากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจีดีพีญี่ปุ่นปรับลดลงถึง 0.4% เลยทีเดียว
ทางการญี่ปุ่นรวมถึงนักวิเคราะห์หลายสำนักให้เหตุผลตรงกันว่า สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนอกจากจะเป็นผลมาจากการ “ติดเบรก” ในภาคการส่งออกที่ชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจีนแล้วยังเป็นผลจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงอีกด้วย
ทั้งนี้ แม้ญี่ปุ่นจะถูกจัดอยู่ในประเทศที่มีการส่งออกเป็นตัวชูโรงเศรษฐกิจ ทว่าในความเป็นจริงภาคการบริโภคภายในประเทศของประชากรกว่า 126 ล้านคน มีสัดส่วนคิดเป็น 60% ของจีดีพีเลยทีเดียว ซึ่งเท่ากับการบริโภคภายในประเทศถือเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแดนซามูไรด้วยซ้ำ
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อการบริโภคภายในหดตัวลง 0.8% จะส่งผลต่อการชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจไปด้วย
กรณีดังกล่าวถือเป็นการชะลอในการบริโภคภายในครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. ปี 2014 หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ ชินโสะ อาเบะ ตัดสินใจปรับขึ้นภาษีการค้า (เซลส์แทกซ์) หรือภาษีมูลค่าเพิ่มจาก5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว เพื่อเติมเต็มคลังที่แห้งเหือดจากการใช้งบประมาณเพื่อดูแลสวัสดิการของคนภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นเซลส์แทกซ์กลายเป็นการฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไปเลยทีเดียว เนื่องจากส่งผลให้เกิดการชะลอตัวในการบริโภคของภาคเอกชน รวมไปถึงการลงทุน ส่งผลให้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่านนโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะ หรือที่เรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” ต้องอยู่ในภาวะชะลอตัวลง
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากดัชนีการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ ซึ่งปรากฏว่าตลอดช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ดัชนีดังกล่าวดิ่งลงถึง 3.1% เนื่องจากราคาสินค้าในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ในอีกมุมหนึ่ง การชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างของภาคเอกชนก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ในสภาพชะลอตัวเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริโภคที่ชะลอตัวลงก็เป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบจากการใช้นโยบายอาเบะโนมิกส์เช่นกัน โดยนโยบายหลัก 3 ประการที่เรียกกันว่า “นโยบาย 3 ลูกศร” ประกอบไปด้วย การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การปรับ
โครงสร้างและวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้สอดคล้องกับการเติบโต และสุดท้ายคือ การกดให้ค่าเงินเยนอ่อนลงเพื่อส่งเสริมการส่งออก
การกดค่าเงินเยนให้อ่อนลง ซึ่งญี่ปุ่นใช้เป็นกลไกหลักในการสร้างแรงหนุนการส่งออกในขณะนี้ ในอีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวเช่นกัน เนื่องจากค่าเงินอ่อนจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น และทำให้การบริโภคชะลอตัวลง
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรภายในประเทศ จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างอาหารและพลังงาน โดยพลังงานซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภท มีความจำเป็นต้องนำเข้าเกือบ 100% โดยเฉพาะหลังวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ทำให้ราคาสินค้าส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นแพงขึ้นตามความเคลื่อนไหวของราคาพลังงานโลก
กรณีดังกล่าวสอดรับกับคำเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่มีขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นไม่สามารถพึ่งพาการอ่อนค่าของเงินเยนมากเกินไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
สอดรับกับความเห็นของ อากิระ อามาริรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งออกมายอมรับว่า ภาคการบริโภคภายในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนและดันให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้น
แม้กระทั่งคนใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เองยังยอมรับว่าการอัดฉีดสภาพคล่องลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมอาจไม่เป็นที่ยอมรับหากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อการบริโภคในที่สุด
ด้าน กาเบรียล สเตน ผู้อำนวยการด้านบริการจัดการทรัพย์สินของออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ สถาบันคลังสมองของอังกฤษ แสดงทัศนะไว้ว่า อัตราการเติบโตของเงินเฟ้อในญี่ปุ่นยังคงสูงกว่าศูนย์เพียงเล็กน้อย ขณะที่การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนดิ่งลง ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายของฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลในการฉุดญี่ปุ่นให้หลุดจากภาวะเงินฝืด
อย่างไรก็ตาม สภาพสุ่มเสี่ยงเงินฝืดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะโทษว่าเกิดจากการดำเนินนโยบายของอาเบะผิดพลาดอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากโครงการทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นเต็มไปด้วยปัจจัยรุมเร้าที่ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งการย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการที่ผู้หญิงญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมในการเป็นแม่บ้านและไม่ออกไปทำงาน
ในความเป็นจริงปัญหาเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นติดอยู่กับกับดักเงินฝืดถึง 20 ปี ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามออกนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าว เช่น การสนับสนุนให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตได้ดีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่ 4.5% ซึ่งเติบโตต่อเนื่องมาจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วที่1.4% ก่อนจะกลับมาอยู่ในช่วงหดตัวอีกครั้งในไตรมาส 2 ของปีนี้ ถือเป็นการฉายภาพว่าในระยะสั้น ญี่ปุ่นมีปัญหาในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
กรณีดังกล่าวอาจกลายเป็นการบีบให้บีโอเจต้องดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะกลายเป็นมาตรการที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงเพื่อกระตุ้นการส่งออก แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าของประเทศลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ







