
เร่งกระตุ้นงบสู้ศก.เฉา
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคมและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคมและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณอีก 1.6 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยงบรายจ่ายประจำไตรมาสสุดท้าย 5.4 แสนล้านบาท งบชุดแรกของปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 7.83 แสนล้านบาท งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 1.31 แสนล้านบาท งบเหลื่อมปี 1.19 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ มีงบเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 4,200 ล้านบาท และเงินกู้โครงการพัฒนาระบบขนส่งถนนและโครงการน้ำระยะเร่งด่วน 1.6 หมื่นล้านบาท เม็ดเงินจากงบไทยเข้มแข็ง 4,200 ล้านบาท และวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 6,500 ล้านบาท
อาคม ระบุว่า เศรษฐกิจโลกที่กระทบการส่งออกทำให้จำเป็นต้องเร่งการใช้จ่ายภาครัฐเข้ามาพยุงเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจจะอ่อนตัวลงรัฐยิ่งต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างสนามบิน ท่าเรือ ภาครัฐต้องเร่งรัดเบิกจ่ายเร่งรัดโครงการใหม่ ทั้งโครงการมอเตอร์เวย์ 3 สาย โครงการท่าเรือ กระตุ้นทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทที่พร้อมลงทุนแล้ว
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงคำถามว่า ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เห็นว่าถ้าใช้เงินทำแล้วช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืนก็ดี แต่ถ้าจะช่วยคนรายเล็กรายย่อย ถ้าจ่ายเงินได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาคนที่เดือดร้อนให้เกษตรกรรายเล็กก็สามารถทำได้ ไม่เป็นไร ทั้งนี้ ธปท.จะแถลงการปรับตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่ 25 ก.ย.นี้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงยังคงตั้งเป้าการส่งออกปีนี้จะติดลบ 3% แม้ว่า สศช.จะประเมินตัวเลขการส่งออกติดลบ 3.5% มากกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะมีแผนที่จะผลักดันการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะแผนการเจาะตลาดเมืองรองและตลาดใหม่ และยังคงเน้นการส่งออกในตลาดหลัก ซึ่งจะทำให้เข้มข้นมากขึ้น คาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวกลับมาเพราะอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบที่มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทย 13.5%
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 ส.ค.นี้ อภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ จะประชุมร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินผลกระทบจากเงินหยวนและเศรษฐกิจโลก
บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3 อยู่ในภาวะทรงตัว ไม่มีอัตราเติบโต เนื่องจากกำลังซื้อรากหญ้าไม่ได้ฟื้นตัวหากภาครัฐไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าหรือเกษตรกร เศรษฐกิจไตรมาส 4 ก็จะทรงตัว แม้ว่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่น หรือฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย ขณะนี้รัฐควรเร่งฟื้นกำลังซื้อมากกว่าจะแก้ปัญหาส่งออก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ ส่วนรายได้ของสหพัฒนพิบูลไตรมาส 3 โต 1-3% ไตรมาส 4 โต 1-3% สิ้นปีโต 3% ปิดรายได้ 3 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะโต 7%
ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกในสิ้นปีนี้เชื่อว่าจะเติบโตได้ 3% ซึ่งน่าจะดีกว่าจีดีพีงประเทศแต่เชื่อว่าผู้ประกอบการค้าปลีกจะยังคงทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3-4 โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่น เนื่องจากกำลังซื้ออยู่ในภาวะชะลอตัว ผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีลูกค้าระดับกลางและล่าง คงต้องใช้กลยุทธ์การลดราคา เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว







