
เก็บภาษีค้าออนไลน์ อีกนานกว่าจะเป็นจริง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ความพยายามของกรมสรรพากรในการเก็บภาษีเงินได้จากคนหรือผู้ประกอบการที่ค้าขายทางโลกออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ มีมาหลายปี ตั้งแต่การสื่อสารและการค้าโลกออนไลน์เริ่มบูมใหม่ๆ
และยิ่งได้เห็นตัวเลขวงเงินการค้าขายผ่านออนไลน์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่รายงานยอดธุรกรรมการโอนเงินรายย่อยตามประเภทบริการ ล่าสุด ณ สิ้นเดือน มิ.ย. หรือไตรมาส 2 ปีนี้ ทั้งระบบมีการโอนเงินทั้งสิ้น 3.27 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 11.6% มีมูลค่ารวม 2.15 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.6% จากระยะเดียวกันปีก่อน
หากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าการโอนเงินก็เพิ่มขึ้น โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 8.5 หมื่นรายการ หรือ 2.7% ส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้น 7,420 ล้านบาท หรือ 3.6%
ที่น่าสนใจคือ เป็นการโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ 1.55 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 11.6% มูลค่ารวม 1.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขการค้าที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดนี้ เป็นแหล่งจัดเก็บรายได้แห่งใหม่ที่กรมสรรพากรจ้องตาเป็นมันที่จะขยายฐานภาษีออกมาให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ย้อนไปสมัยรัฐบาลก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรพยายามขยายฐานภาษีให้เพิ่มขึ้น โดยจะปิดช่องทางการหลบเลี่ยงภาษีจากการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ เช่น การจัดเก็บภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปเป็นร่าง
มาสมัยรัฐบาลปัจจุบัน ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เดินหน้าเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซจริงจังมากขึ้น เพราะข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีผู้ทำธุรกิจนี้ขยายตัวขึ้นแบบก้าวกระโดด และมูลค่าของการซื้อขายก็สูงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จากข้อมูลของกรมสรรพากรพบว่ามีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ 9 หมื่นราย มูลค่าการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซปี 2555 อยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ปี 2556 อยู่ที่ 7 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งคาดว่าในปี 2558 จะมีผู้เข้าระบบเพิ่มอีก 20-30%
ที่ผ่านมาไม่นานนี้กรมสรรพากรได้เชิญผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซประมาณ 1,000 ราย ที่มียอดขายกว่า 1 แสนล้านบาท มาชี้แจงให้ทำการเสียภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง หากเป็นการดำเนินการโดยบุคคลก็ต้องเสียภาษีเงินได้แบบบุคคลธรรมดา ที่ปัจจุบันเก็บสูงสุดอยู่ที่อัตรา 35% หากเป็นการดำเนินการในรูปบริษัทก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะให้เริ่มจ่ายตั้งแต่ปีภาษี 2558 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไม่ยอมมาเสียภาษีให้ถูกต้อง กรมสรรพากรก็จะเล่นไม้แข็งเก็บภาษีย้อนหลังกับผู้ประกอบการดังกล่าวทันที ถือเป็นการใช้ไม้แข็งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าได้มากน้อยตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ เพราะจากผู้ประกอบการ 9 หมื่นราย แต่กรมสรรพากรเรียกมาทำความเข้าใจแค่ 1,000 ราย หรือคิดเป็นไม่ถึง 10% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และครอบคลุมมูลค่าการซื้อขายเพียง 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 20% ของการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเพิ่งเป็นการเริ่มต้นเก็บเท่านั้น
ล่าสุด รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงการคลังดูแลการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซให้รัดกุมกว่าที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังจะตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแล โดยให้ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ร่วมกันตรวจสอบ และดำเนินการเก็บภาษีให้ลึกกว่าที่ผ่านมา เช่น กรมสรรพากรต้องลงตรวจลึกไปถึงบัญชี
ซื้อขายจริง การโอนเงินเข้าบัญชี
ขณะที่กรมศุลกากรจะให้ไปตรวจเช็กการสั่งซื้อของทางออนไลน์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ก็จะให้กรมศุลกากรเข้าไปตรวจสอบแบบละเอียดว่ามีการนำเข้าของอย่างไร มีการสำแดงและเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นการนำเข้ามาเพื่อการค้าไม่ได้มาใช้ส่วนตัว
การดำเนินการถือเป็นเรื่องดี และเดินมาถูกทาง แต่การปฏิบัติจริงเป็นอีกเรื่องว่าจะทำได้ตามที่คิดไว้หรือไม่ เพราะการดำเนินการต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก รวมถึงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อดีดลูกคิดแล้วค่าใช้จ่ายดำเนินการกับภาษีที่ได้มาจะคุ้มกันหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้
หากว่ากันตามข้อเท็จจริง กรมสรรพากรมีอำนาจเต็มในการเก็บภาษีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามีทั้งการหิ้วของหรือส่งของผ่านทางไปรษณีย์มานานแล้ว แต่กรมสรรพากรไม่ได้เข้มงวด ส่วนหนึ่งเพราะตรวจยากว่ามีการนำของเข้ามาเมื่อไรอย่างไร โดยเฉพาะการส่งมาทางไปรษณีย์ ทำให้ประเมินการเก็บภาษีไม่ได้
ขณะที่การตรวจของกรมศุลกากรในการหิ้วสินค้านำเข้า ก็มีปัญหาตรวจบ้างไม่ตรวจบ้าง ทำให้มีการหิ้วของเข้ามาขายในประเทศได้ง่ายๆ
ดังนั้น หากจะเอกซเรย์การนำเข้าสินค้าที่จะเข้ามาขายผ่านอีคอมเมิร์ซ กรมสรรพากรและกรมศุลกากรต้องใช้เจ้าหน้าที่อีกจำนวนมหาศาลในการไปนั่งเฝ้าตรวจการนำเข้าสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มีการส่งออกโดยบุคคลหรือโดยร้านค้าอีคอมเมิร์ซ และมีเงินโอนเข้าบัญชี กรมสรรพากรมีสิทธิขอตรวจบัญชีย้อนหลัง แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการดำเนินการที่จะตรวจสอบลึกลงไปในกรณี
ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ทำธุรกิจอยู่บนโลกออนไลน์ หากกรมสรรพากรใช้การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นหลัก ก็เท่ากับไล่รีดภาษีของผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มน้อยเท่านั้น
การไล่เก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นการปิดรูรั่วที่สำคัญในการเก็บภาษีของประเทศให้เพิ่มขึ้น แต่การดำเนินการที่จะเก็บเป็นเรื่องไม่ง่าย ทำให้การเก็บภาษีที่ดูเผินๆ จะได้เป็นกอบเป็นกำ เมื่อเก็บจริงจึงได้แค่หยิบมือ เพราะกรมสรรพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีระบบที่เข้มแข็งพอที่จะเก็บภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
หากจะเก็บภาษีการค้าออนไลน์กรมภาษีทั้งหมดจะต้องตั้งทีมไปร่วมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของบัญชี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และไม่สามารถทำเสร็จได้โดยง่าย







