
ทัศนะของพระมหาเถระ เรื่องวัดกัลยาณ์
กรณีที่กรมศิลปากรใช้มาตรการเด็ดขาดทุบศาลารายวัดกัลยาณมิตร โทษฐานที่รื้อทำลายโบราณสถาน
โดย...ส.สต
กรณีที่กรมศิลปากรใช้มาตรการเด็ดขาดทุบศาลารายวัดกัลยาณมิตร โทษฐานที่รื้อทำลายโบราณสถาน และสร้างทับในเขตโบราณสถาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร อยู่ในความสนใจของคณะสงฆ์และชาวพุทธทั่วไป เป็นเรื่องร้ายแรงที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่อนุรักษ์ คุ้มครอง ต้องลงมือทุบทำลาย ทำให้พระเถระผู้ใหญ่หยิบยกมาเป็นประเด็นในการสนทนาธรรมกันทีเดียว เท่าที่ผู้เขียน Exclusive มีดังนี้
สมเด็จฯ จะเขียนเรื่องวัดกัลยาณ์
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กล่าวว่า กรณีวัดกัลยาณมิตรกับกรมศิลปากรเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเป็นเรื่องของผู้มีกุศลจิตแต่ผิดกฎหมาย อีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องถูกกฎหมายแต่เป็นอกุศลจิต ทั้งสองขัดแย้งกัน แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม
ในฐานะเจ้าอาวาสต้องดูแลรักษาเสนาสนะ ถ้าชำรุดทรุดโทรม ต้องบูรณะ ซ่อมแซม เพราะเป็นอนิจจัง ตามหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่หากถือว่าเป็นนิจจัง ก็ผิดจากหลักคำสอนของพระพุทธองค์
สมเด็จฯ กล่าวว่า เสนาสนะของวัดจำเป็นต้องใช้งานตามวัตถุประสงค์ กุฏิเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ สามเณร ศาลาเป็นที่บำเพ็ญกุศล และอุโบสถเป็นที่ทำสังฆกรรมของสงฆ์ วิหารเป็นที่ปฏิบัติธรรม จึงจะเขียนหนังสือให้เป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องว่าสิ่งใดควรอนุรักษ์ สิ่งใดควรพัฒนา ซ่อมแซมเป็นส่วนๆ ไป ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์ต้องดูแลปรับปรุงให้ใช้ได้ ตรงกับความต้องการของสงฆ์ มิใช่ว่าขึ้นทะเบียนไว้เฉยๆ แล้วทิ้งไม่ดูแล เอาใจใส่
สมเด็จฯ ยกตัวอย่างใกล้ตัวคือวัดพิชยญาติการาม ที่ครั้งหนึ่งในอดีตใครเห็นก็เศร้าใจ เช่น จำนงค์ ทองประเสริฐ ถึงกับปรารภว่าเมื่อไรวัดนี้จะร้าง ทำให้เข้าใจไปว่าฝ่ายอนุรักษ์ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แล้วรอวันพัง
พระอุโบสถวัดพิชยญาติการาม เมื่อครั้งที่เจ้าประคุณมาเป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆ หลังคาชำรุด ฝนตกทีไรรั่วซึมต้องหาถังมารองน้ำฝน ส่วนเสาในพระอุโบสถถูกเจาะเป็นช่องบรรจุอัฐิ กุฏิก็แตกร้าว พระสงฆ์ไม่สามารถอยู่อาศัยได้เป็นแถบๆ ชาวบ้านบางคนบางกลุ่มมาซ่อมแซมแล้วให้เขาเช่า จะเห็นว่ามันขัดกัน ระหว่างผู้อนุรักษ์กับผู้ใช้ เมื่อทางวัดทนไม่ได้เริ่มลงมือปรับปรุงให้ดี กรมศิลป์ยื่นโนติสว่าทำไม่ได้
เมื่อขออนุญาต ก็มีอุปสรรค กรมไม่มีงบประมาณเพื่อการบูรณะ แต่ถ้ามีงบประมาณมา เขาไม่ให้วัดจัดจ้าง แต่เขาจัดเอง
สมเด็จฯ ที่มีอำนาจปกครองหนกลาง รวม 23 จังหวัด เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความเห็นว่า สมัยนี้ต้องรู้จักโอนอ่อน ถ้าแข็งก็ทะเลาะกัน โดยบอกว่างานสถาปัตยกรรมในวัดนั้นเกิดจากศรัทธาที่สูงค่ายิ่ง หากทำลายโดยวิธีใดก็ตามเป็นการทำลายจิตใจของประชาชน พร้อมกับเตือนคนทำลายของโบราณ อาจพบกับเรื่องที่คาดไม่ถึง ดังที่ท่านพบเห็นที่วัดละมุด ต.ปากจั่น อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งท่านเคยเป็นเด็กวัดที่วัดนี้ จึงคุ้นเคยมาก
ที่วัดมีเจดีย์ทรงมอญขนาดใหญ่เคยวิ่งเล่นซ่อนหา และมีวิหารขนาดใหญ่และยาว ประตูทางเข้าก็ใหญ่เรียกว่าประตูโขลง ทั้งหมดล้วนแต่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนของท่านคนหนึ่งไปปัสสาวะรดเจดีย์ ต่อมาอวัยวะเพศบวม ต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมา จึงหาย
ยิ่งไปกว่านั้น กำนันที่เป็นมรรคนายกของวัด มีฐานะร่ำรวยมาก มีที่ดินนับร้อยไร่ ภรรยาก็อยู่ในฐานะที่ดีมีทรัพย์สินเงินทองซึ่งเป็นทรัพย์ของตระกูล เป็นเพื่อนกับโยมแม่ของสมเด็จฯ ด้วย
ต่อมากำนันเป็นประธานรื้อเจดีย์ทรงมอญเอาอิฐไปขาย เชื่อหรือไม่กำนันที่เคยเป็นเศรษฐี มีฐานะตกต่ำ สุดท้ายต้องบวชพระ ส่วนภรรยานั้นตามปกติผิวพรรณไม่เคยถูกแดดถูกลม ต้องทำงานปั้นอิฐขาย
ดังนั้น อย่าประมาท ใครรื้อทำลายของวัด ต้องระวัง กรรมส่งผลเร็ว ท่านเห็นมากับตา







