posttoday
เกษมสันต์ จิณณวาโส ย้าย 10 ครั้ง ชีวิตนี้ไม่มีวิ่งเต้น

เกษมสันต์ จิณณวาโส ย้าย 10 ครั้ง ชีวิตนี้ไม่มีวิ่งเต้น

16 สิงหาคม 2558

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปลัดกระทรวงคนแรกที่ถูกย้ายวนเวียนไปมาในตำแหน่งอธิบดีมากที่สุดคนหนึ่ง

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ / ธเนศน์ นุ่นมัน

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปลัดกระทรวงคนแรกที่ถูกย้ายวนเวียนไปมาในตำแหน่งอธิบดีมากที่สุดคนหนึ่ง ก่อนจะก้าวสู่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง

เกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฝ่ามรสุมคลื่นลมภายในและภายนอก จนถูกย้ายงานมากถึง 5 กรม รวม 10 ครั้ง หากยกให้ “ดร.เกษมสันต์” เป็นปลัดกระทรวงที่รู้รายละเอียดงานเกี่ยวกับกรมโน้นกรมนี้มากกว่าใครอื่น...ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก

ล่าสุด ดร.เกษมสันต์ เป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ออกมาตั้งคำถามดังๆ ไปถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า ทำไมต้องเร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ทั้งที่ยังไม่ผ่านการประเมินรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่มีหัวหน้าส่วนราชการใดกล้าออกมาขวางโครงการของอีกหน่วยงาน

อาจเป็นเพราะเขามาเริ่มงานแรกที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หลังตั้งกระทรวงใหม่ๆ เมื่อปี 2545 ในตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งหน่วยงานนี้มีบทบาทหลักในการอนุมัติการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หลังจากย้ายไปทำงานอยู่หลายกรม ยังวนมานั่งเก้าอี้เลขาธิการ สผ.ถึง 2 รอบ

การติดเบรก กฟผ. กรณีโรงไฟฟ้ากระบี่ เป็นเหตุให้ม็อบต่อต้านไม่บานปลาย นับเป็นการใช้ประสบการณ์อันคร่ำหวอด จนสามารถคลี่คลายความขัดแย้งไปได้ระดับหนึ่ง และไปหาทางลงกันบนโต๊ะเจรจา “โพสต์ทูเดย์” จึงเลือกปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ รายนี้เป็นคนหัวแถวประจำสัปดาห์

เกษมสันต์ เล่าว่า วัยเด็กต้องย้ายไปหลายโรงเรียน ก่อนจะจบมัธยมปลายที่โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา ที่อยู่ใกล้บ้าน แม้จะเป็นเด็กที่เรียนในเกณฑ์ดี แต่ก็พลาดท่าสอบตกชั้น ม.ศ.5 จนต้องซ้ำชั้น และเริ่มรู้จักตัวเองดีว่าไม่ชอบวิชาท่องจำ

หลังจบมัธยมปลายเขาสอบติดวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ตามคำแนะนำของคุณแม่ ซึ่งมีอาชีพเป็นครู แต่ก่อนถึงวันสอบสัมภาษณ์ ได้ใคร่ครวญจนได้คำตอบกับตัวเองว่า “ครู” ยังไม่ใช่อาชีพที่ชอบ จึงเบนเข็มไปค้นหาความหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

คุณพ่อแนะนำให้เลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ เพราะต้องการให้เป็น “ตำรวจ” แต่ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกใจ เพราะการเรียนกฎหมายต้องท่องจำ จึงเลือกเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะชอบวิชาคณิตศาสตร์กับสถิติ ซึ่งน่าสนใจกว่า และด้วยความชอบผนวกความมุ่งมั่น เขาใช้เวลาเรียนในระดับอุดมศึกษาเพียง 3 ปีครึ่ง

หลังจบปริญญาตรีเพื่อนรุ่นเดียวกันสอบเข้าทำงานราชการเป็นส่วนใหญ่ ตัวเขาเลือกไปทำงานบริษัทเอกชน แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่ จึงตัดสินใจเลือกสมัครสอบเข้ารับราชการ ในช่วงต้นปี 2522 จึงสอบเป็นลูกจ้างในตำแหน่งวิทยากรตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ในยุค เสนาะ อูนากูล เป็นเลขาธิการ เริ่มต้นรับเงินเดือน 1,750 บาท

“ที่สภาพัฒน์ถือเป็นหน่วยงานในอุดมคติของคนจบเศรษฐศาสตร์ เหมือนคนจบรัฐศาสตร์ต้องทำงานกรมการปกครอง จึงรู้สึกว่าเรามาถูกที่ และเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้งาน ทำงานฐานข้อมูลระดับหมู่บ้านชนบท เก็บรวบรวมข้อมูล เปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ จากที่ไปคิดแทนเขาว่า อยากได้อะไร คิดว่าเขาขาดอะไร ไปคุยกับประชาชนว่า จริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร เพราะความต้องการไม่เหมือนกัน

“ทำได้ประมาณปีครึ่งก็ไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาการสหกรณ์ภายในประเทศ เป็นรุ่นแรกที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการสหกรณ์ 3 ไปอยู่ที่หน่วยสหกรณ์นิคม อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

“ไกลจากกรุงเทพฯ จนกลับมาแล้วรู้สึกว่าคุยกับเพื่อนเก่าไม่รู้เรื่อง เหมือนคุยกันคนละภาษาไม่ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน ผ่านไปกว่าสองปี บอกกับตัวเองว่า จะอยู่ที่นี่ต่อไปคงจะไม่ก้าวหน้า จะมีก็แต่ถูกย้ายลงใต้ไปเรื่อยๆ จนอาจจะหายไปเลย เพราะที่นี่สมัยนั้นยังเป็นพื้นที่สีชมพู มีความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” เขาเล่าความหลัง

และแล้วโอกาสกลับเมืองกรุงก็เปิดทางหลังจากมีตำแหน่งว่างในสภาพัฒน์ จึงขอโอนย้ายมารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 ที่กองประชากรและกำลังคน หน่วยงานที่ยุคนั้นกล่าวได้ว่ามีอิทธิพลสูงต่อการกำหนดทิศทางนโยบาย รวมถึงงบประมาณการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศ เพราะสภาพัฒน์สมัยนั้นเสมือนเป็นเลขานุการของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ“ตอนนั้นผมไปดูเรื่องแรงงานเป็นหลัก ระบบการทำงานไม่เหมือนที่อื่น เราต้องแวะเวียนไปคุยกับคนตามกรมต่างๆ แบบที่เรียกว่า ‘เคาะประตู’ คุยกันแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน จนเข้าใจกันในทุกๆ งานที่ได้รับมอบหมาย ความรู้ที่ได้จากคนอื่นทำให้ผมรู้รายละเอียดเรื่องงาน ได้รู้กระบวนการทั้งหมด

“ผมสามารถทำได้หมดทุกระบบ ตั้งแต่งานเอกสารจนถึงงานเจรจา เมื่อมาเป็นหัวหน้างานเอง จึงสามารถทำงานได้ทุกขั้นตอน แผนคน แผนเงิน และตัวแผน มอบหมายงานให้คนอื่นได้ ตามงานได้” เกษมสันต์ เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ไม่นานเขาก็เริ่มคิดว่า ลำพังวุฒิปริญญาตรีโอกาสเติบโตยาก ประจวบกับหัวหน้าฝ่ายก็สนับสนุนให้บุคลากรไปศึกษาหาความก้าวหน้าเพิ่ม จึงไปเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือเอไอที โดยทุนของธนาคารโลก ซึ่งเคยให้ทุนไปศึกษาที่สหรัฐ แต่ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นทุนเรียนในประเทศ

เกษมสันต์จบโทสาขาวางแผนพัฒนาชนบท และกลับมาทำงานในตำแหน่งเดิมอีก 2 ปี  กระทั่งสภาพัฒน์มีนโยบายพัฒนาบุคลากร เปิดให้คนไปเรียนต่อปริญญาเอก จึงถูกคัดเลือกให้ได้รับทุนไปเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์แรงงาน ที่ University of Notre Dame

“ทุนที่ได้ตอนนั้นเหมือนส้มหล่น เพราะเป็นทุนรอบสองจาก 10 คนแรก ที่ส่งไป แต่มีเงินเหลือเพิ่มได้อีก 5 ทุน ที่กลัวตอนนั้นคือไปแล้วเรียนไม่จบ ถ้าไม่จบกลับมานี่ต้องเอาปี๊บคลุมหัว เสียคน เคยได้ยินว่าบางคนเรียนไม่จบ แล้วเพี้ยนไปเลยก็มี”

เกษมสันต์ เล่าว่า นักศึกษาต่างชาติที่ได้ทุนไปเรียนใช้เวลาเฉลี่ย 6 ปี แต่เขาเรียนจบแค่ 4 ปี 2 เดือน ประมาณปี 2536 ก็กลับมาทำงานที่สภาพัฒน์ ในตำแหน่งเดิมและเงินเดือนเท่าเดิม

“ผมนี่แหละที่บุกเบิกเรื่องศึกษาข้อมูลแรงงานพม่า ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครสนใจทำเรื่องนี้ มีการลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดน ผมไปนั่งลุยเรื่องนี้กับคุณถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งตอนนั้นยังเป็นข้าราชการซี 7 อยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ

“ที่อื่นทำเรื่องนี้หลังผมและเอาข้อมูลผมไปต่อยอด เพราะเมื่อก่อนเป็นข้อมูลที่อยู่ในชั้นความลับ ทำจนมีการเสนอเป็นนโยบาย พอตั้งกระทรวง (แรงงาน) ผมก็มีข้อมูลที่แนะนำคนอื่นๆ ได้หมด ผมบอกกับตัวเองว่าสิ่งสำคัญ คือ เราอย่านั่งอยู่กับที่ ต้องใช้ระบบเคาะประตูคุย เอาข้อมูลมาแลกกันเพื่อต่อยอดงาน” ปลัด ทส. เล่าชีวิตการทำงานหลังจบดอกเตอร์มาจากเมืองนอก

การงานก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ได้รับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการกองประชากร ระดับ 7 ประมาณ 1 ปี ก็ได้ขยับเป็นผู้อำนวยการกองโครงการเศรษฐกิจ ระดับ 8 มีหน้าที่ดูแลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก รวมถึงงานด้านชลประทาน

นอกจากนี้ ยังต้องดูแลรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร สหกรณ์โคนม กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ติดตามการใช้จ่ายเงิน งบลงทุน การตั้งงบประมาณ และการอนุมัติงบต่างๆ

อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองโครงการเศรษฐกิจประมาณ 6 ปี ก็ขยับขึ้นซี 9 เป็นผู้อำนวยการสำนักประสานนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายในสภาพัฒน์

ถึงวันที่ถูกเลือกเป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง เกษมสันต์ บอกว่า “ผมกล้าบอกว่าไม่ใช่เรื่องวิ่งเต้น ผมไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย วันที่มีข่าวแต่งตั้ง ผมยังประชุมอยู่ที่สภา มีคนโทรมาบอก ชีวิตผมไม่เคยวิ่งเต้น”

เกษมสันต์ ยืนยัน ท่ามกลางกระแสว่าเขาได้ตำแหน่งนี้มาเพราะเป็นเพื่อน วปอ.49 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ซึ่งเจ้าตัวย้ำว่า เรียนรุ่นเดียวกันก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ก๊วนเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม