
อย่าหลักลอย
ไม่น่าเชื่อว่าการพิจารณาถอดยศอดีตนายตำรวจคนเดียว ใช้เวลาลากยาวเป็นมหากาพย์ไม่จบสิ้นมาหลายรัฐบาล แต่หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยึดมั่นในกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เที่ยงธรรม ก็ไม่น่ายืดเยื้อเป็นข้อถกเถียงจนถึงวันนี้
ไม่น่าเชื่อว่าการพิจารณาถอดยศอดีตนายตำรวจคนเดียว ใช้เวลาลากยาวเป็นมหากาพย์ไม่จบสิ้นมาหลายรัฐบาล แต่หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยึดมั่นในกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เที่ยงธรรม ก็ไม่น่ายืดเยื้อเป็นข้อถกเถียงจนถึงวันนี้
หากไม่ติดขัดอะไร การพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้ข้อยุติในวันนี้ว่าจะถอดได้หรือไม่ หลังจากนายกรัฐมนตรีโอนเรื่องการถอดยศจากที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สตช. ที่ไม่มีความคืบหน้ามาหลายเดือน ไปให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นเจ้าภาพชี้ขาดเรื่องนี้แทน
อย่างไรก็ตาม หากติดตามคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ส.ค. น่าจะเห็นทิศทางว่า คงไม่สามารถถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เนื่องจากผู้ที่เข้าข่ายถอดยศต้องกระทำความผิดในสมัยที่รับราชการเป็นตำรวจเท่านั้น ซึ่งคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความผิดในสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสินจำคุก 2 ปี
เงื่อนไขที่นำมาอ้างกล่าว อาจเปิดช่องให้กระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลในวันนี้ว่า ไม่สามารถถอดยศได้ ทั้งที่รัฐบาลนี้โดย สตช. แสดงความกล้าหาญนำเรื่องถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ มาพิจารณาอีกครั้ง หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ที่เกาหลีใต้กระทบความมั่นคง จนมีข้อสรุปต่อมาจากคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่มี พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เป็นประธานว่า ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายถูกถอดยศ
ความจริงแล้วกฎหมายเขียนไว้ชัดเงื่อนไขหรือองค์ประกอบใดเข้าข่ายถอดยศ จึงไม่ต้องถกเถียงหรือใช้เวลาพิจารณายาวนานอย่างที่เกิดขึ้น
ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ระบุเหตุผลองค์ประกอบความผิดที่ไม่สมควรดำรงอยู่ในยศตำรวจต่อไปไว้ 7 ข้อ ในรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในข้อที่ 2 ที่ว่า “ต้องคำพิพากษาศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท”
หากเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ผู้ที่เข้าข่ายถอดยศจะต้องกระทำความผิดในขณะเป็นตำรวจก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวเขียนไว้ชัดว่า บังคับใช้กับผู้ที่ดำรงอยู่ใน “ยศตำรวจ”
นอกจากนี้ยังระบุว่า หากผู้ใดประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศตำรวจต่อไป และการเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุผลอย่างหนึ่งอย่างใด 7 ข้อ ดังที่ได้กล่าวมา
เมื่อหลักเกณฑ์การถอดยศเขียนแนวทางไว้ชัดเจนจึงไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นอย่าให้กฎหมายเลื่อนไหลไปตามคน หรือความรู้สึกส่วนบุคคล มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาสองมาตรฐาน ทำให้หลักการผิดเพี้ยน กฎหมายจะไม่มีความหมาย เหลือแค่ตัวอักษรที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์







