
จีนหมดเสน่ห์
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ต้องจับตามองกันสำหรับเศรษฐกิจจีนก็คือ ความเป็นแหล่งลงทุนของบรรดาเอกชนข้ามชาติในจีนนั้นกำลังหมดเสน่ห์ไป บรรดาบริษัทต่างชาติที่ลงทุนอยู่ในจีนกำลังประสบภาวะความยากลำบากกับเงื่อนไขต่างๆ ของจีนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปมากครับ ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน รวมไปถึงการที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาของบริษัทเอกชนท้องถิ่นของจีนเองที่กำลังแย่งตลาดจากบริษัทข้ามชาติเหล่านี้
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ต้องจับตามองกันสำหรับเศรษฐกิจจีนก็คือ ความเป็นแหล่งลงทุนของบรรดาเอกชนข้ามชาติในจีนนั้นกำลังหมดเสน่ห์ไป บรรดาบริษัทต่างชาติที่ลงทุนอยู่ในจีนกำลังประสบภาวะความยากลำบากกับเงื่อนไขต่างๆ ของจีนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปมากครับ ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน รวมไปถึงการที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาของบริษัทเอกชนท้องถิ่นของจีนเองที่กำลังแย่งตลาดจากบริษัทข้ามชาติเหล่านี้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเอกชนข้ามชาติที่ลงทุนอยู่ในจีนเริ่มประสบกับปัญหาค่าแรงของจีนที่ถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำในจีนนั้นเริ่มแซงหน้าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปพอสมควร
โดยค่าแรงเฉลี่ยในจีนต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 391 เหรียญสหรัฐ ขณะที่อินเดียอยู่ที่ 116 เหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียอยู่ที่ราว 129 เหรียญสหรัฐ และฟิลิปปินส์อยู่ที่ราว 195 เหรียญสหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวเป็นระยะๆ ถึงการที่บริษัทข้ามชาติจากหลายประเทศที่กำลังพิจารณาการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน หรือไม่ก็ย้ายฐานจากแหล่งลงทุนด้านตะวันออกเข้าไปในแผ่นดินตอนในของจีนซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า ดังเช่นบริษัทจากญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็เคยมีรายงานถึงความเคลื่อนไหวนี้ โดยบางบริษัทเลือกที่จะย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน บางบริษัทก็พิจารณาที่จะย้ายเข้าไปยังแผ่นดินตอนในของจีนมากขึ้น เพราะว่าการย้ายออกจากจีนในไม่ใช่เรื่องง่ายหลังจากที่ได้ลงทุนอะไรต่อมิอะไรไปมากแล้วครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหนือสิ่งอื่นใด เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติเหล่านี้เลือกที่จะลงทุนในจีนช่วงที่ผ่านมานอกเหนือไปจากค่าแรงที่ต่ำก็คือ การที่จีนมีผู้บริโภคมากถึง 1,400 ล้านคน นั่นหมายถึงโอกาสทางด้านการค้ามหาศาล แต่ทว่าในปัจจุบันบริษัทต่างชาติกำลังเจอกับคู่แข่งซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีนเองมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ บริษัท แอปเปิ้ล ผู้ผลิตไอโฟน โทรศัพท์ชื่อดังของสหรัฐ ซึ่งการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในจีน และยอดขายก็มีอัตราการเติบโตที่น่าพอใจในช่วงที่ผ่านมา
กระนั้น นักวิเคราะห์ก็มองว่า แอปเปิ้ลกำลังเผชิญหน้ากับบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในจีนที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ขณะนี้บริษัทของจีนแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 และ 2 ไปครองแล้ว ได้แก่ บริษัท เสี่ยวหมี่ และหัวเว่ย ขณะที่แอปเปิ้ลตกลงมาอยู่อันดับ 3
ค่าแรงที่สูงขึ้น และการต่อสู้ที่ดุเดือด กำลังจะเป็นที่จับตามองครับว่าในอนาคตบริษัทต่างชาติในจีนนั้นจะสู้ไหว หรือขอถอย ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งนั้นครับ







