posttoday
ได้เวลาปรับโครงสร้างรับยุค ศก.ไทยโตต่ำ

ได้เวลาปรับโครงสร้างรับยุค ศก.ไทยโตต่ำ

10 สิงหาคม 2558

นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลจีนประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่เป็นระดับ 7%

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลจีนประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่เป็นระดับ 7% จากเดิมที่เคยโตเกินระดับดังกล่าวมาตลอดหลายสิบปี นิยามคำว่า “New Normal” หรือเศรษฐกิจภายใต้บริบทใหม่ ก็กลายเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าหลังจากนี้ไป จีนจะไม่กลับไปโตอย่างหวือหวาร้อนแรงในระดับ 8-10% เหมือนที่ผ่านมาอีก แต่จะคุมให้เป็นไปในระดับ 7% เพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งในระยะยาวมากกว่า

แต่วันนี้คำว่า New Normal กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยด้วยภายใต้บริบทว่า “เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเติบโตต่ำราว 2-3% เป็นปกติ” จากเดิมที่เคยโตเฉลี่ยได้ 5%

แม้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะถือว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และนับเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับอนาคตประเทศไทย เพราะเป็นการโตต่ำกว่าศักยภาพที่ไทยควรจะทำได้เฉลี่ย 4-5% ก็ตาม

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการศึกษาว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวช้าๆ ในอัตราที่ต่ำลงและเติบโตช้ากว่าก่อน เพราะบริบทหรือปัจจัยสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ซึ่งไทยเผชิญกับบริบทใหม่นี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็คือ ศักยภาพของเราเองที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นเร็วพอตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

ดังนั้น แม้ว่าตลาดโลกจะกลับมาฟื้นตัวในอนาคต แต่ก็ใช่ว่าการส่งออกของไทยจะฟื้นตัวคึกคักเหมือนในช่วงหลายปีก่อน เพราะปัจจุบันหลายประเทศนำเข้าน้อยลงเนื่องจากสามารถผลิตเพื่อการบริโภคเองได้มากขึ้น และภาคการส่งออกยังมักพึ่งพาค่าเงินอ่อนค่าเป็นหลัก

ส่วนการหวังพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) นั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่า การลงทุนเพื่อการผลิตในไทยมีข้อจำกัดการเติบโต และไม่สามารถดึงดูดต่างชาติได้เหมือนในช่วงหลายทศวรรษก่อน เพราะมีปัญหาสำคัญคือด้านแรงงานและเทคโนโลยี

ความสามารถยกระดับเทคโนโลยีของไทยมีอยู่จำกัด จากงานวิจัยในอดีตชี้ให้เห็นว่า ไทยใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาสู่การผลิตเพื่อการส่งออกนานกว่าสิงคโปร์และเกาหลีใต้ถึง 20 ปี และใช้เวลานานในการปรับตัวจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่การผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้น

จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดการส่งออกสินค้าประเภทแผงวงจรไฟฟ้าที่เคยเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยจะเติบโตลดลงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการใช้เทคโนโลยีของโลกที่เปลี่ยนไป ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการมาใช้แรงงานเข้มข้นเพื่อลดต้นทุนในเอเชีย เช่น อินเทล และซัมซุง ก็หันไปหาเวียดนาม ที่มีจำนวนแรงงานในวัยหนุ่มสาวพร้อมเป็นจำนวนมาก พร้อมศักยภาพที่สูงกว่า ค่าแรงที่ถูกกว่า และให้สิทธิประโยชน์ที่ดึงดูดมากกว่าไทยแทน   

เศรษฐกิจนิวนอร์มอลของไทย อาจถือได้ว่าเป็นผลพวงที่ตามมาจากปัญหา “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) ที่เรายังไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้เหมือนกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ที่แซงหน้าไปหลายขุมแล้ว เพราะเขาพยายามพัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ จนทำให้เกาหลีใต้มีแบรนด์รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรศัพท์มือถือติดอันดับโลก ในขณะที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงิน ไม่ใช่แค่ในระดับเอเชีย แต่เป็นระดับโลก โดยครองอันดับ 1 ประเทศที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจ (Doing Business) มาหลายปีติดต่อกัน  

ที่จริงแล้วไม่ได้มีแค่ประเทศไทยหรือจีนที่ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจในบริบทใหม่ เพราะหากมองไปที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงกันอย่างสิงคโปร์ ที่กำลังครบรอบอายุ 50 ปี ในสัปดาห์นี้ ก็อาจหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เช่นกัน

ธาร์มัน ชานมุกรัตนัม รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ ได้ประมาณการเศรษฐกิจในบ้านตัวเองช่วง 5 ปีข้างหน้าว่า สิงคโปร์จะเติบโตได้ประมาณ 2-4% ไปจนถึงปี 2020 หรือโตเฉลี่ยที่ประมาณ 3% โดยจะเป็น New Normal หรือเป็นการเติบโตในบริบทใหม่ที่ช้าลงเป็นปกติ

เพราะสิงคโปร์เองก็มีปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่องแรงงาน เนื่องจากผลิตประชากรเองไม่ทัน (แม้ว่ารัฐบาลจะส่งเสริมให้คนมีครอบครัวกันมากขึ้นแล้วก็ตาม) ถ้าไม่นำเข้าแรงงานต่างชาติก็ต้องเจอปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งภาคการผลิตและบริการ ซึ่งจะพากันทยอยไปลงทุนในต่างประเทศแทน แต่ถ้านำเข้ามาก็เจอปัญหาด้านสังคมและแรงกดดันทางการเมืองจากประชาชน ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์เลือกอย่างแรก จึงต้องรับมือกับจีดีพีที่จะเติบโตได้ช้าลง แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็พยายามหาทางรับมือกับความท้าทายนี้อยู่เช่นกัน

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ย้ำว่า ประเทศไทยมาถึงทางที่จะต้องปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจแล้ว เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้มานานกว่า 20 ปี ที่อาศัยการลงทุนเอฟดีไอของต่างชาติเริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไป ขณะนี้เรามีคู่แข่งเกิดขึ้นรอบบ้าน การลงทุนของต่างชาติในคลื่นลูกที่ 4 จะไปยังเวียดนามหรืออินโดนีเซีย ที่มีค่าแรงถูกกว่าและมีสิทธิประโยชน์ดึงดูดมากกว่า

ขณะที่กับดักความคิดที่เป็นอุปสรรคจะทำให้ประเทศล้าหลัง คือยังให้ความสำคัญกับการส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนการบริโภคในประเทศเมื่อลดลงก็คิดแต่จะออกมาตรการกระตุ้น ลดดอกเบี้ย แต่ก็ดึงให้การบริโภคเพิ่มไม่ได้ เพราะประชานิยมไม่ช่วยให้ประเทศเจริญได้อย่างยั่งยืน

“ขณะนี้มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้ว ก็ยังส่งไม่ออก เราส่งออกมากเราก็นำเข้ามาก เพราะเราเป็นแค่โรงงานประกอบสินค้า วันหนึ่งที่เจ้าของโรงงานเขาย้ายฐานไปอยู่ที่อื่นเราก็ไม่เหลืออะไร” โฆสิต กล่าว

การมัวใจชื้นกับข่าวดีหรือหดหู่ไปกับข่าวร้ายรายวันในทุกวันนี้ จึงไม่น่าใช่คำตอบของรัฐบาลหรือภาคเอกชนไทย เพราะมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในปีนี้มีขึ้นเพื่อพยุงหรือประคองเศรษฐกิจให้ไปได้โดยมีเอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้า และเกษตรกร บาดเจ็บน้อยที่สุดเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพื่อการเติบโตสูงเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสถานการณ์เช่นนี้ก็จะเป็นไปต่อเนื่องอีกหลายปี ตราบใดที่โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยน แต่ประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาขึ้นทุกวัน

การปฏิรูปคนให้พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานมีฝีมือ หรือใช้ทักษะขั้นสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในสายวิชาชีพต่างๆ หรือการใช้ภาษาอังกฤษได้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันยังต้องเร่งพัฒนาการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งเพื่อลดการใช้แรงงาน
เข้มข้นและเพื่มเพิ่มมูลค่าการผลิตของไทย

หากเริ่มที่จะปรับแนวคิดให้หลุดออกจากการพึ่งใบบุญเดิมๆ และสร้างความเข้าใจว่าประเทศไทยต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาว และการลงมือปรับโครงสร้างรับมือการแข่งขันใหม่ๆ ของโลก การหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางและภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำเป็นปกติ ก็อาจเป็นไปได้ในช่วงทศวรรษนี้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่