
ติดตามเงินผู้ทุจริต ในต่างแดน (2)
โดย...สุธาศินี นิมิตกุล ที่ปรึกษาฝ่ายวิจัย สถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
โดย...สุธาศินี นิมิตกุล ที่ปรึกษาฝ่ายวิจัย สถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
ในภาวะที่การเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกมีความผันผวน นักลงทุนต่างชาติมีการโอนเงินออกไปนอกประเทศสูง และราคาอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปลดลง ในขณะที่ความต้องการเงินกู้ของตลาดต่างประเทศก็อยู่ในระดับที่สูง ผู้มีเงินเหลือพอที่จะนำไปใช้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศย่อมมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่ม หรืออาจจะพิจารณาฝากเงินไว้ในต่างประเทศก็ได้ ซึ่งทำให้เป็นจังหวะที่ผู้ไม่สุจริตจะพลอยผสมโหมโรงโอนเงินออกไปได้โดยง่ายอย่างไม่ผิดสังเกต
ภาครัฐของไทยควรที่จะให้ความสำคัญกับการแสวงหาความร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงิน สอดส่องด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ในการที่จะสร้างระบบการทำงานที่สามารถตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการใช้ช่องทางในการพัฒนาประเทศเป็นช่องทางในการฟอกเงินทุจริต
ความไม่สอดคล้องของกฎระเบียบในประเทศและขาดการประสานงานของหน่วยงานทางการถือเป็นจุดอ่อนของประเทศที่สมควรที่จะได้รับการแก้ไขเสียที โดยต้องเริ่มจากการใช้คุณธรรมในการดำเนินงานของทุกฝ่าย โดยทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียน การรับรายงาน การอนุญาต อนุมัติให้ทำธุรกรรมเคลื่อนย้ายทางการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่ตัวกลางทางการเงินในระบบ ต้องมีความซื่อตรง ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่
(1) กล้าทำหน้าที่ : ต้องรู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า (Know your customer หรือ KYC) เช่น ลูกค้าทำธุรกิจอะไร ค้าขายกับใครในประเทศอะไรบ้าง ลงทุนที่ไหนอย่างไร และแหล่งที่มาของเงินมาจากไหน ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ต้องไม่แข่งขันกันแย่งลูกค้าจนถึงขั้นละเลยที่จะสอบถามข้อมูลลูกค้าจนเสมือนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการฟอกเงิน และปั่นค่าเงินเก็งกำไรไปกับลูกค้าด้วย
(2) ตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า : ต้องวิเคราะห์ให้แน่ใจว่าลูกค้ามีความจำเป็นในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศที่แท้จริงอย่างไร เงินออกไปนอกประเทศ หรือเงินไม่นำกลับมาไปอยู่ที่ไหนอย่างไร ติดตามลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด (CDD) มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นการลงทุนตรงไปลงทุนในกิจการที่ตั้งอยู่และดำเนินการที่ไหน ทำธุรกิจอะไร จะมีทางเดินของเงินไปไหนอย่างไรเมื่อใด มีรายได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะนำกลับเข้าประเทศมาเมื่อใด และทำอย่างไรถึงจะติดตามให้ลูกค้าจัดทำรายงานเงิน ได้เงินลงทุนในต่างประเทศตามที่กฎหมายกำหนดได้ ที่มาของเงินควรให้ลูกค้าแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นและกิจการผิดกฎหมาย
ในการนี้ ทั้งภาครัฐและตัวกลางทางการเงินต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่ปล่อยปละละเลยกลัวอำนาจของคนมีเงิน และต้องไม่ได้ทำเพียงเพื่อกรอกแบบฟอร์มตามที่กำหนดเท่านั้น แต่ต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาบนหลักความสมเหตุสมผลประเมินความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้ด้วย
(3) บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน : เช่น กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน ควรร่วมกันดูแลธุรกรรมการเคลื่อนย้ายเงินของบุคคลและกิจการในประเทศและของคนต่างด้าวหรือกิจการเครือข่ายต่างประเทศที่ผิดปกติ เช่น กรณีที่คนต่างชาตินำเอาเงินเข้ามาเพื่อทำธุรกิจ มีการโอนเงินให้กับคนไทยไปตั้งบริษัทใหม่โดยมีคนไทยเข้าชื่อกันเป็น Nominee ให้เพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบผิดกฎหมายด้วยการบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ก็น่าจะสามารถป้องกันแก้ไขได้ถ้าในการจดทะเบียนบริษัทมีการตรวจสอบทางเดินของเงินไปจนสุดสาย
นอกจากจะดูว่ามีเงินโอนจากบัญชีผู้ถือหุ้นมาชำระค่าหุ้นจดทะเบียนแล้วควรต่อยอดไปดูว่าผู้ถือหุ้นท่านนั้นได้เงินมาจากแหล่งใด ถ้าไม่ใช่แหล่งในประเทศที่เป็นรายได้จากการประกอบอาชีพ เงินมรดก หรือเงินกู้ยืม ถ้าพบว่ามีลักษณะเข้าข่ายต้องสงสัยก็ควรตรวจสอบให้สิ้นสงสัย
สำหรับการนำเงินออกนอกประเทศของคนต่างชาตินั้น ตัวกลางทางการเงิน อย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์ ควรตรวจตราให้มีการนำเงินเข้ามาก่อนหรือเกิดรายได้ในประเทศจากการประกอบอาชีพ หรือการลงทุนที่ถูกกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องประสานข้อมูลกันตลอดสายด้วย
ส่วนกรณีการนำเงินออกนอกประเทศของคนไทยและกิจการไทยเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ ผ่านบริษัทกระดาษในหมู่เกาะต่างๆ หรือในประเทศปลอดภาษี นอกจากตัวกลางทางการเงินและทางการจะดูเอกสารการจดทะเบียนบริษัทแล้ว ควรมีวิธีการตรวจว่าเงินโอนไปที่ใด เข้าธนาคารบัญชีชื่อใคร แล้วเงินก้อนนั้นจะนำไปใช้ทำอะไรต่อ นั่นคือต้องให้ผู้ประสงค์จะโอนพิสูจน์ทางเดินเงินให้ได้ตลอดสาย ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการโอนเงินออกไปนอกประเทศคืออะไร
ในระดับประเทศ ผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการฟอกเงิน การควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายควรใช้โอกาสที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปนี้ ร่วมกันปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันในการติดตามปราบปรามและตรวจจับผู้ทุจริตได้ ถึงแม้กฎหมายที่เปิดเสรีจะมีช่องว่างอยู่ แต่ก็สามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในต่างประเทศโดยผ่านการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อลดช่องว่างของกฎหมายที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ







