
องค์แห่งทูต ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนสรรพสัตวโลกเป็นเวลายาวนานถึง 45 ปี
โดย...ดร.ฐากูร พานิช อดีตเอกอัครราชทูตไทยแห่งศรีลังกา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนสรรพสัตวโลกเป็นเวลายาวนานถึง 45 ปี นับแต่ทรงตรัสรู้จนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระไตรปิฎกที่บันทึกพุทธธรรมคำสอนไว้ทั้งหมด จึงครอบคลุมแทบทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์ตั้งแต่ก่อนเกิด เกิด ดำรงชีพ แก่ เจ็บ ตาย และหลังตาย ผมจึงไม่แปลกใจที่ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง “องค์แห่งทูต” ไว้ด้วย คือว่าผู้มีลักษณะเช่นใดควรทำหน้าที่ทูต แม้พระพุทธองค์จะทรงแสดงธรรมเรื่องนี้ต่อพระภิกษุ และทรงชี้ให้เห็นว่าพระสารีบุตรมีคุณสมบัติครบที่ควรทำหน้าที่ทูต แต่พระพุทธธรรมข้อนี้ สามารถนำมาใช้กับปุถุชนอย่างเราๆ ได้เป็นอย่างดี
“ทูต” ไม่ได้หมายถึง ผู้ที่ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ หรือในสถานทูตเท่านั้นนะครับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำจำกัดความไว้ว่า “ทูต น. ผู้นำข้อความไปแจ้งทั้งสองฝ่าย, ผู้รับใช้ไปเจรจาแทน, ผู้สื่อสาร, ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนไปยังต่างประเทศเพื่อเจรจา, หรือเจริญสันถวไมตรีเป็นทางราชการ” เราท่านทั้งหลายที่ทำหน้าที่เช่นนี้ ถือว่าเคยเป็นทูตมาแล้วมากบ้างน้อยบ้าง
พระไตรปิฎกกล่าวถึง “องค์แห่งทูต” ว่าอย่างไร?
เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่องนี้ ผมขอยกข้อความในพระไตรปิฎกตอน “องค์แห่งทูต” จากพระไตรปิฎกฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ชุด ๙ เล่ม (พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๕) เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๓๐๙-๓๑๐ มาพิมพ์ไว้ ณ ที่นี้ คือ
องค์แห่งทูต
[๓๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑.รับฟัง
๒.ให้ผู้อื่นฟัง
๓.กำหนด
๔.ทรงจำ
๕.เข้าใจความ
๖.ให้ผู้อื่นเข้าใจความ
๗.ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘.ไม่ก่อความทะเลาะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต.
--- ๒ ---
[๓๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต
องค์ ๘ เป็นไฉน คือ:-
๑.สารีบุตรเป็นผู้รับฟัง
๒.ให้ผู้อื่นฟัง
๓.กำหนด
๔.ทรงจำ
๕.เข้าใจความ
๖.ให้ผู้อื่นเข้าใจความ
๗.ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘.ไม่ก่อความทะเลาะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประพันธ์คาถา ว่าดังนี้:-
[๔๐๐] ภิกษุใดเข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน
ไม่ยังคำพูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความสงสัย
และถูกถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต.
องค์ ๘ ข้างต้น เข้าใจได้ไม่ยาก ยกเว้นข้อ ๓ “กำหนด” ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ จึงต้องขอความรู้จากครูบาอาจารย์เปรียญธรรม ซึ่งกรุณาอธิบายว่า “กำหนด” เป็นภาษาพระ หมายถึง ตั้งใจเรียน/ใฝ่ศึกษา คือ อุคคเหตา
ดังนั้น หากจะให้ใครไปทำหน้าที่ทูตให้เรา ก็ควรพิจารณาว่าคนนั้นมีลักษณะประกอบด้วยองค์แห่งทูต ๘ ประการ คือ (๑) เป็นผู้รับฟังความเห็นของผู้อื่น (๒) เป็นผู้สามารถพูดแล้วคนอื่นรับฟัง
(๓) เป็นผู้ใฝ่ศึกษา เรียนรู้ (๔) เป็นผู้มีความจำดี อย่างที่่เราเรียกว่า ความจำเป็นเลิศ(๕) เป็นผู้จับใจความและจับประเด็นสนทนาเก่ง แยกสาระหรือแก่นออกจากเปลือกหรือกระพี้ได้ (๖) เป็นผู้สามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจประเด็นสำคัญได้ (๗) เป็นผู้แยกแยะออกว่า สิ่งใดจะเป็นประโยชน์ และสิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ และ (๘) เป็นผู้ไม่พูดจาหาเรื่อง หรือก้าวร้าว เป็นเหตุให้เกิดวิวาทกัน ดังนั้น หากเราส่งคนเช่นนี้ไปเจรจาก็คงจะได้ผลดีกลับมาเป็นแน่แท้
--- ๓ ---
ตรงกันข้ามหากคนนั้น (๑) ไม่ยอมฟังใคร เอาแต่แย่งพูด (๒) ไม่ยอมปริปากชี้แจงเลย (๓) ไม่สนใจเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้อง (๔) จำเรื่องไม่ค่อยได้ หลงๆ ลืมๆ (๕) จับประเด็นผิดๆ เรื่องสำคัญๆ กลับไม่เข้าใจ (๖) ไม่สามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจประเด็นสำคัญได้ (๗) สับสนไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ หรือสิ่งใดเป็นโทษ และ (๘) เข้าร่วมวงสนทนาเจรจาครั้งใดทำ “วงแตก” บ่อยๆ บุคคลเช่นนี้ ควรไปทำอย่างอื่นดีกว่า ตลอดชีวิตนี้ไม่ควรจะทำหน้าที่ทูตกับเขาหรอกครับ เรียกได้ว่าอาการหนักเอาการอยู่ จะเป็นได้ก็คงเฉพาะเป็น “ตรีทูต” ในฉากสุดท้ายของชีวิต!







