
ถึงเวลาหลักสูตรครูให้คำปรึกษา (1)
ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมแปรปรวนเป็นจำนวนที่มากขึ้น เช่น กระทำพฤติกรรมซ้ำๆ ในการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่น หรือละเมิดกฎระเบียบของสังคม เช่น กลั่นแกล้ง ข่มขู่ เริ่มใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อาวุธที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อผู้อื่น ทำร้ายสัตว์ การแย่งชิงต่อหน้า บังคับผู้อื่นเพื่อมีเพศสัมพันธ์ จุดไฟเผาโดยเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ทำลายข้าวของของผู้อื่น งัดแงะที่พักของผู้อื่น การลักทรัพย์ที่มีค่า พูดโกหกบ่อยๆ เพื่อหลอกลวง หรือเพื่อหลีกหนีหน้าที่สัญญา เด็กก่อนอายุ 13 ปี ออกไปค้างนอกบ้านบ่อยๆ ถึงแม้ว่าพ่อแม่ไม่อนุญาต เด็กก็หนีออกจากบ้าน ในเวลากลางคืนและรวมถึงการหนีเรียน
ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมแปรปรวนเป็นจำนวนที่มากขึ้น เช่น กระทำพฤติกรรมซ้ำๆ ในการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่น หรือละเมิดกฎระเบียบของสังคม เช่น กลั่นแกล้ง ข่มขู่ เริ่มใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อาวุธที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อผู้อื่น ทำร้ายสัตว์ การแย่งชิงต่อหน้า บังคับผู้อื่นเพื่อมีเพศสัมพันธ์ จุดไฟเผาโดยเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ทำลายข้าวของของผู้อื่น งัดแงะที่พักของผู้อื่น การลักทรัพย์ที่มีค่า พูดโกหกบ่อยๆ เพื่อหลอกลวง หรือเพื่อหลีกหนีหน้าที่สัญญา เด็กก่อนอายุ 13 ปี ออกไปค้างนอกบ้านบ่อยๆ ถึงแม้ว่าพ่อแม่ไม่อนุญาต เด็กก็หนีออกจากบ้าน ในเวลากลางคืนและรวมถึงการหนีเรียน
เด็กวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมแปรปรวนดังกล่าว ถ้าอายุ 18 ปี หรือมากกว่า อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นบุคคลอันธพาล
นอกจากพฤติกรรมแปรปรวนดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังพบเด็กสมาธิสั้น ออทิสติก เด็กที่มีความบกพร่องทางทักษะการเรียน (โรคแอลดี) ติดเกม สติปัญญาบกพร่องไม่สนใจเรียน วิตกกังวล ซึมเศร้า โรคจิตในเด็ก ย้ำคิดย้ำทำ โรคกลัวโรงเรียน โรคอ้วน โรคขาดสารอาหารในเด็ก โรคทางกายอื่นๆ ในเด็ก และการใช้แอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติดในเด็กและวัยรุ่น
ทั้งหมดมีสาเหตุมากมายซึ่งเกี่ยวข้องกับห่วงทั้งสามของมนุษย์ (ชีวภาพ-จิตใจ-สังคม) ทั้งสิ้น รากเหง้าของปัญหาเริ่มจากในครอบครัวหรือบ้าน แต่การที่จะเจาะเข้าไปที่บ้าน นอกจากการใช้นโยบายและกลไกของการบริหารจากภาครัฐบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และสื่อมวลชน
ผมเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างเริ่มมาจากพื้นฐานครอบครัวและการศึกษา ผู้เขียนได้เสนอวิธีทางแก้ไขและป้องกันปัญหาของเด็กและเยาวชนของประเทศไทย เพื่อเตรียมคนไทยเป็นคนที่มีคุณภาพดี
จากองค์ความรู้และประสบการณ์ของผม มั่นใจว่าเราสามารถแก้ปัญหาได้โดยผ่าน “ครูให้คำปรึกษา” ในโรงเรียนไปสู่เด็กนักเรียนและครอบครัว เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ยังอยู่ในระบบโรงเรียนและครู เพราะฉะนั้นครูให้คำปรึกษาจะเป็นคนเชื่อมเข้าไปสู่ครอบครัวได้ง่ายกว่าวิธีอื่น
สำหรับหน้าที่ของครูให้คำปรึกษา ได้แก่
1.ดูแลเด็กนักเรียนที่มีปัญหา โดยประสานกับครูประจำชั้น ครูผู้สอน ครูฝ่ายปกครอง ผู้ปกครองและแพทย์
2.ให้คำปรึกษาเป็นรายเดี่ยวและเป็นกลุ่มแก่เด็กนักเรียนที่มีปัญหา
3.ให้คำปรึกษาเป็นรายเดี่ยวและเป็นกลุ่มแก่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่มีปัญหา
4.เยี่ยมบ้านนักเรียนเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น ผู้ปกครองไม่มาพบครู หรือเพื่อหาสาเหตุของปัญหาของเด็กมากขึ้น โดยการเยี่ยมบ้านและชุมชนของเด็ก
5.จัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์
6.ส่งเสริมจัดกิจกรรมเฉพาะให้กลุ่มเด็กที่ปกติหรือที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เด็กเหล่านี้
7.แนะแนวการศึกษาต่อให้แก่นักเรียน
8.ประชุม ประสานงานเครือข่ายกลุ่มครูให้คำปรึกษา เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
9.จัดอบรมครูในโรงเรียนและโรงเรียนอื่น เพื่อเพิ่มพูนและแลกเปลี่ยนทักษะแก่ครูทั่วไป
โดยจำนวนนักเรียนต่อครูให้คำปรึกษาในโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ ควรมีจำนวนนักเรียน 300-500 คน/ครูให้คำปรึกษา 1 คน และโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกันรวมกัน ควรมีจำนวนนักเรียน 300-500 คน/ครูให้คำปรึกษา 1 คน
นอกจากนี้ ยังควรมีหลักสูตรสำหรับ “ครูให้คำปรึกษา” โดยมีเวลาเรียน 2 ปี (หลักสูตรต่อยอด) หรือ 5 ป (หลักสูตรปริญญาตรีปกติ) องค์ความรู้ประกอบด้วย องค์ความรู้เรื่องสุขศึกษา องค์ความรู้เรื่องพื้นฐานด้านแพทย์ เช่น สรีรวิทยา การทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายและสมอง องค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทางร่างกาย (ชีวภาพ) จิตใจและสังคม
องค์ความรู้เรื่องโรคหรือปัญหาในเด็กและวัยรุ่น เช่น โรคสมาธิสั้น โรคความบกพร่องทางทักษะการเรียน (แอลดี) โรคทางสมองต่างๆ โรคทางพันธุกรรม ออทิสติก สติปัญญาบกพร่อง วิตกกังวล ซึมเศร้า โรคจิตในเด็ก พฤติกรรมแปรปรวน (เช่น กลั่นแกล้ง ข่มขู่ ลักทรัพย์ ทะเลาะวิวาท ฯลฯ) โรคกลัวโรงเรียน ย้ำคิดย้ำทำ โรคอ้วน โรคขาดสารอาหาร โรคทางกายขั้นพื้นฐานอื่นๆ ในเด็ก และการเสพแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด ฯลฯ
ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้วิชาที่เกี่ยวข้องกับครู ซึ่งร่วมจัดหลักสูตรโดยคณะศึกษาศาสตร์หรือคณะครุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมด้วยระบบการศึกษาของไทยและของต่างประเทศ และต้องศึกษาทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาเป็นรายเดี่ยวและเป็นรายกลุ่ม
ทั้งนี้ ให้มีพื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่น ทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับการเยี่ยมบ้าน จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น หลักการของแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติดต่างๆ องค์สี่ทางการศึกษา (พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา พลศึกษา) และยังต้องมีหลักสูตรประกาศนียบัตรประกอบวิชาชีพครู (จิตวิทยาการเรียนรู้) ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน รวมถึงสมรรถนะอื่นๆ ของครูให้คำปรึกษา ฯลฯ
สำหรับการฝึกปฏิบัติและดูงานที่สถานที่และในระยะเวลาที่เหมาะสม ได้แก่
1.หน่วยงานที่รักษาเด็กที่ผิดปกติ เช่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ที่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันพัฒนาการเด็ก ราชนครินทร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลธัญญารักษ์
2.โรงเรียนหลายระดับชั้น ทั้งของรัฐบาล เอกชน นานาชาติ (เลือกที่มีชื่อเสียงที่ดีหลายแห่ง และโรงเรียนที่เด็กนักเรียนมีปัญหา)
3.ศาลเยาวชนและครอบครัว
4.สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก
5.องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ทั้งของรัฐบาล เอกชน และเอ็นจีโอต่างๆ
6.มีสถานที่ให้เป็นที่ฝึกอบรม เพื่อนักศึกษาจะได้ฝึกและมีทักษะในการให้คำปรึกษาแบบรายเดี่ยวและแบบกลุ่ม ตลอดจนมีห้องบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ฯลฯ
สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาจเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่มีความพร้อม น่าจะสังกัดคณะแพทยศาสตร์ หรืออื่นๆ เช่น กรมสุขภาพจิต เป็นต้น
จากประสบการณ์ที่เป็นจิตแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ได้รักษาผู้ป่วยจิตเวชโรค ทางพฤติกรรมและอารมณ์ โรคติดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด เป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนแพทย์ และสอนนักศึกษาหลายคณะ เป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นองค์คณะพิจารณาคดีครอบครัว เด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติแปรปรวน ยาเสพติด เป็นกรรมการสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก กรรมการสิทธิเด็ก รวมถึงรับราชการทหาร ซึ่งมีแนวคิดเรื่องระเบียบวินัยและความมั่นคงของชาติ เป็นครูจิตแพทย์อาสาสมัคร ทำงานในโรงเรียนและชุมชนมานานกว่า 12 ปี ได้เรียนรู้และแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหาครอบครัว ปัญหาชุมชนมาพอสมควร ทำงานอาสาสมัครมานาน 17 ปี
จึงขอเสนอแนวทาง คือ หลักสูตรครูให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาดังกล่าวแบบยั่งยืนในตอนต่อไป







