posttoday
กระจายอำนาจ… คำตอบของการแก้วิกฤตน้ำ

กระจายอำนาจ… คำตอบของการแก้วิกฤตน้ำ

31 กรกฎาคม 2558

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประเด็นข่าวร้อนแรงที่ยึดพื้นที่สื่อได้มากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นข่าวความเดือดร้อนของชาวนา อันเนื่องมาจากปัญหาฝนแล้งและน้ำชลประทานมีไม่เพียงพอ วิกฤตฝนแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูฝน เกิดจากปรากฏการณ์เอลนินโญบริเวณแนวเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประเด็นข่าวร้อนแรงที่ยึดพื้นที่สื่อได้มากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นข่าวความเดือดร้อนของชาวนา อันเนื่องมาจากปัญหาฝนแล้งและน้ำชลประทานมีไม่เพียงพอ วิกฤตฝนแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูฝน เกิดจากปรากฏการณ์เอลนินโญบริเวณแนวเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก

ข้อมูลของกรมชลประทานและกรมอุตนิยมวิทยา พบว่า ในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ (พ.ค.-มิ.ย. 2558) ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในเขตภาคเหนือและภาคกลางมีปริมาณน้อยที่สุดในรอบ 44 ปี

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. มีปริมาณน้อยต่อเนื่องกันถึง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2558

เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวในช่วงต้นฤดูฝนส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานของ 22 จังหวัดในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง (ประมาณ 6 ล้านไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ 8.3 ล้านไร่) ความเสียหายส่วนใหญ่ (1.42 ล้านไร่) จึงอยู่ในภาคกลาง

เพราะนอกจากปัญหาฝนแล้งแล้ว ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ 4 แห่ง (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ก็อยู่ในระดับต่ำถึงขั้นวิกฤต สาเหตุที่ความเสียหายกระจุกตัวในภาคกลาง เพราะการตัดสินใจลงมือเพาะปลูกของเกษตรกรภาคกลางจะไม่รอให้ฝนตกเหมือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นเขตนาน้ำฝน เพราะเกษตรกรภาคกลางสามารถพึ่งพาชลประทานได้

แต่โชคร้ายที่ปีนี้มีทั้งปัญหาฝนแล้งและปัญหาน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอ

ผลกระทบจากน้ำแล้งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มเกษตรกรบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางเท่านั้น แต่ลุกลามสู่ภาคอุปโภคบริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ดังกล่าวประสบกับปัญหาน้ำเค็มรุก เนื่องจากปริมาณน้ำจืดที่ปล่อยมาไล่น้ำเค็มมีไม่เพียงพอ และในบางพื้นที่ไม่มีน้ำสำหรับผลิตน้ำประปา ต้องประกาศงดจ่ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำแล้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเพียงการส่ง “สัญญาณเตือน” เพื่อบอกกับทุกฝ่ายว่า หากทุกฝ่ายยังเพิกเฉย สภาพการณ์ในอนาคตและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจเลวร้ายกว่านี้เป็นเท่าทวีคูณ

เนื่องจากในอนาคตสภาพภูมิอากาศจะยิ่งมีความแปรปรวนสูง จำนวนวันที่ฝนตกติดต่อกันจะลดลง แต่จะมีฝนตกหนักมากขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น วิกฤตน้ำแล้งและน้ำท่วมจะเกิดบ่อยครั้งขึ้น ทั้งยังมีระดับความรุนแรงมากขึ้นด้วย

รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำชลประทานไม่เพียงพอมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การประกาศขอความร่วมมือให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูแล้งที่ผ่านมา และหลังจากระดับน้ำในเขื่อนหลัก 4 เขื่อน (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ลดต่ำผิดปกติ ก็มีการขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดสูบน้ำ เพื่อสำรองไว้เพื่อการอุปโภคบริโภคก่อน

นอกจากนี้ ยังประกาศการปรับลดการระบายน้ำใน 4 เขื่อนหลัก และเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2558 รัฐบาลได้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ขึ้นครั้งแรกหลังจากที่ได้แต่งตั้งใหม่

สาระสำคัญของการประชุม คือ การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยได้มีการกำหนดแผนเร่งด่วนในการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำแล้ง เช่น จัดงบประมาณจ้างงาน ขุดบ่อบาดาล ฯลฯ และมีการวางยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบในช่วงระยะเวลา 10 ปี

เป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลตอบสนองทันท่วงทีต่อวิกฤตฝนแล้ง และไม่ละเลยการแก้ปัญหาในระยะยาวที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอเพิ่มเติมที่ผู้เขียนอยากให้รัฐบาลดำเนินการสำหรับการแก้ปัญหา ในระยะเร่งด่วน คือ รัฐบาลควรเร่งการจ่ายเงินชดเชยตามมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง โดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ในการคำนวณความเสียหาย “เป็นรายตำบล” จากนั้นให้สภาตำบลบริหารการชดเชยตามวงเงินและหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด

ส่วนในระยะกลาง รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงปัญหาประสิทธิผลการบำรุงรักษาคูคลองของทั้งหน่วยงานราชการส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการปรับโครงสร้างระบบชลประทานให้ใช้ประโยชน์ทั้งในยามแล้งและรับมือกับน้ำท่วมได้ควบคู่กัน

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การเร่งปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ โดยการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ เพื่อความเป็นธรรมและความยั่งยืนในการใช้น้ำ

ทำไมต้องกระจายอำนาจ? การแก้ปัญหาเรื่องน้ำแล้งเกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจอย่างไร?…มาติดตามคำตอบในตอนหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน