
ต้นทุนแรงงานกับความสามารถในการแข่งขัน
...อรุณ จิระชาวลา
ผลพลอยได้จากการไปเที่ยวงานเอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้ คือได้เห็นมิติอื่นของประเทศจีนด้วย สัปดาห์นี้จึงขอพูดเรื่องที่เกี่ยวกับจีนต่ออีกครั้ง
ข่าวใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าของจีนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามี 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ เรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาจีนถูกรัฐบาลโอบามาของสหรัฐบีบคั้นอย่างหนัก ให้ยอมปล่อยค่าเงินหยวนแข็งขึ้นตามกระแสดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงิน ซึ่งจีนเกินดุลเป็นจำนวนมาก แต่ก่อนหน้านี้จีนยืนยันเสียงแข็งว่าการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอธิปไตยของจีนที่จะไม่ยอมให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงบงการ
เพิ่งมาช่วงนี้ที่จีนเปลี่ยนท่าทีมาเป็นโอนอ่อนผ่อนปรน และประกาศว่าจะปล่อยให้เงินหยวนลอยตัวตามกลไกตลาดมากขึ้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตีในการประชุม จี20 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโทรอนโตในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
และอีกประการหนึ่งคือ เพื่อลดแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อในประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
เรื่องที่สองคือเรื่องปัญหาแรงงาน ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่มากเกี่ยวกับคนงานของบริษัท ฟอกซ์คอนน์ ที่ใช้วิธีดิ้นรนต่อสู้กับนายจ้างในเรื่องค่าแรงและสวัสดิการด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย โดยในช่วง 56 เดือนที่ผ่านมาตายไปแล้วถึง 10 คน นอกจากนี้ยังมีอีก 34 คนที่พยายามแต่ไม่สำเร็จ
บริษัท ฟอกซ์คอนน์ มีชาวไต้หวันเป็นเจ้าของ เป็นบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลูกค้าที่สำคัญคือ แอปเปิล ซึ่งจ้างให้ผลิตไอโฟนกับไอแพด นอกจากนั้นก็มีเอชพี เดล โซนี่ โนเกีย และอื่นๆ โรงงานที่ใหญ่ที่สุดของฟอกซ์คอนน์อยู่ที่เสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุฆ่าตัวตาย เป็นโรงงานที่มีการจ้างงานถึง 4 แสนคน เป็นเมืองเล็กๆ ในตัวของมันเอง คือมีทั้งที่อยู่อาศัย ร้านค้า ธนาคาร ไปรษณีย์ และอื่นๆ และเมื่อรวมกับโรงงานในหัวเมืองอื่นๆ ฟอกซ์คอนน์จ้างงานในจีนทั้งหมดถึง 8 แสนคน
ฟอกซ์คอนน์แก้ปัญหาโดยการประกาศขึ้นค่าแรงไปแล้ว 2 ครั้ง รวมกันกว่า 100%
ครั้งแรกมีผลไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. เป็นการขึ้นค่าแรงพื้นฐานจากเดือนละ 900 เป็น 1,200 หยวน และครั้งที่ 2 จะมีผลในเดือน ต.ค. ขึ้นจาก 1,200 เป็น 2,000 หยวน สำหรับผู้ที่ผ่านการประเมิน โดยรายละเอียดและวิธีประเมินจะประกาศให้ทราบในภายหลัง
นอกจากฟอกซ์คอนน์ มีบริษัทต่างชาติอื่นๆ ที่โดนข้อเรียกร้องและหยุดงานประท้วงอีกหลายแห่ง ที่เป็นข่าวใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานประกอบรถยนต์ของฮอนด้า ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ยอมปรับขึ้นค่าแรงให้แต่โดยดี เฉลี่ยประมาณ 30%
เป็นที่น่าสังเกตว่าในอดีตเมื่อเกิดปัญหาแรงงานรัฐบาลจีนจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย เพื่อให้ปัญหายุติโดยเร็วและไม่เป็นข่าว แต่ปีนี้รัฐบาลจีนกลับปล่อยให้สื่อท้องถิ่นเสนอข่าวกันอย่างครึกโครม รวมทั้งมีผู้นำระดับสูงบางคนออกมาพูดแสดงความเห็นใจฝ่ายแรงงาน
ด้วยเหตุนี้จึงคาดกันว่าการเรียกร้องและหยุดงานประท้วงในปีนี้จะขยายวงกว้างกว่าทุกปี
มีผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ว่า จีนกำลังจะหมดยุคการขายแรงงานราคาถูกและก้าวขึ้นสู่ระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่ารายได้ของผู้ขายแรงงานจะขยับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนแบ่งในจีดีพีของกลุ่มผู้ขายแรงงานกลับลดลงอย่างน่าใจหาย คือจากสูงกว่า 50% เหลือไม่ถึง 40%
ผมยกเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและเรื่องค่าแรงของจีนขึ้นมาพูด เพราะเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวพันกัน รวมทั้งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้สำหรับไทย และจะมีผลกระทบมาถึงไทยด้วย ดังนี้
หนึ่ง ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ผมไม่คิดว่าจีนจะยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นมากมาย จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ประกาศนโยบายมาก็เพิ่งแข็งขึ้นไม่ถึง 2% แต่เชื่อว่าจีนจะพยายามลดกระแสกดดันของสังคมโลกด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานมากกว่า เพราะสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า ความได้เปรียบของสินค้าจีนในตลาดโลกเริ่มลดลงแล้วจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น
ข้อดีของวิธีนี้คือ ไม่เข้าทางของนักเก็งกำไรค่าเงิน และธนาคารกลางจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ได้ใจผู้ใช้แรงงาน เพราะการได้เงินเดือนสูงขึ้นเป็นรูปธรรมมากกว่าได้เท่าเดิมแต่ค่าเงินแข็งขึ้น
สอง ที่ผ่านมาต้นทุนแรงงานของจีนก็จี้หลังใกล้เราเข้ามาทุกขณะอยู่แล้ว หลังจากการปรับขึ้นอีกในรอบนี้ บางอุตสาหกรรมคงจะแซงหน้าเราไป ตัวอย่างเช่น เงินเดือนพื้นฐาน 2,000 หยวนของฟอกซ์คอนน์ จะเท่ากับประมาณ 1 หมื่นบาท ซึ่งมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำของเราเกือบเท่าตัว ด้วยเหตุนี้ข่าวที่เพิ่งออกมาในบ้านเราว่าปีนี้อาจจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 510% จึงไม่เป็นประเด็นมากนักว่าจะทำให้เศรษฐกิจของเราแข่งขันไม่ได้
แน่นอนที่จีนยังคงความได้เปรียบในเรื่องขนาดของตลาดแรงงานและขนาดของตลาดสินค้าในประเทศซึ่งใหญ่กว่าเรามาก แต่ประชากร 63 ล้านคนของเราก็ต้องถือว่าไม่น้อยแล้ว เกาหลี ไต้หวัน และแม้แต่มาเลเซียทั้งพื้นที่และประชากรก็น้อยกว่าเรา แต่เขาต่างสามารถพัฒนาเศรษฐกิจรุดหน้าไปไกลกว่าเราทั้งสิ้น
อย่างน้อยการขึ้นค่าแรงของจีนคงช่วยลดแรงกดดันเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยได้บ้าง แต่คงไม่หายไปทั้งหมด เพราะยังมีทั้งเวียดนามกับบังกลาเทศ รวมทั้งในอนาคตอาจมีพม่า ลาว กัมพูชาด้วย
สิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำเพื่อยกระดับการพัฒนาของไทยเราให้ทันประเทศอื่น ด้านหนึ่งคือเรื่องการศึกษาพื้นฐานของประชาชน กับทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาของคนทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนของเรา
อีกด้านหนึ่งคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างภาษี และเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องคมนาคม ขนส่งและสื่อสาร ซึ่งส่วนใหญ่ค่าบริการสูงและประสิทธิภาพต่ำ เมื่อเปรียบกับคู่แข่งหลายประเทศ
สำหรับเรื่องบรรยากาศทางการเมืองคงไม่ต้องพูดถึง เพราะถึงพูดไปก็คงทำอะไรไม่ได้







