posttoday
ต้นทุนแรงงานกับความสามารถในการแข่งขัน

ต้นทุนแรงงานกับความสามารถในการแข่งขัน

08 กรกฎาคม 2553

...อรุณ จิระชาวลา

ผลพลอยได้จากการไปเที่ยวงานเอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้ คือได้เห็นมิติอื่นของประเทศจีนด้วย สัปดาห์นี้จึงขอพูดเรื่องที่เกี่ยวกับจีนต่ออีกครั้ง

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าของจีนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามี 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือ เรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาจีนถูกรัฐบาลโอบามาของสหรัฐบีบคั้นอย่างหนัก ให้ยอมปล่อยค่าเงินหยวนแข็งขึ้นตามกระแสดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงิน ซึ่งจีนเกินดุลเป็นจำนวนมาก แต่ก่อนหน้านี้จีนยืนยันเสียงแข็งว่าการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอธิปไตยของจีนที่จะไม่ยอมให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงบงการ

เพิ่งมาช่วงนี้ที่จีนเปลี่ยนท่าทีมาเป็นโอนอ่อนผ่อนปรน และประกาศว่าจะปล่อยให้เงินหยวนลอยตัวตามกลไกตลาดมากขึ้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตีในการประชุม จี20 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโทรอนโตในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

และอีกประการหนึ่งคือ เพื่อลดแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อในประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

เรื่องที่สองคือเรื่องปัญหาแรงงาน ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่มากเกี่ยวกับคนงานของบริษัท ฟอกซ์คอนน์ ที่ใช้วิธีดิ้นรนต่อสู้กับนายจ้างในเรื่องค่าแรงและสวัสดิการด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย โดยในช่วง 56 เดือนที่ผ่านมาตายไปแล้วถึง 10 คน นอกจากนี้ยังมีอีก 34 คนที่พยายามแต่ไม่สำเร็จ

บริษัท ฟอกซ์คอนน์ มีชาวไต้หวันเป็นเจ้าของ เป็นบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลูกค้าที่สำคัญคือ แอปเปิล ซึ่งจ้างให้ผลิตไอโฟนกับไอแพด นอกจากนั้นก็มีเอชพี เดล โซนี่ โนเกีย และอื่นๆ โรงงานที่ใหญ่ที่สุดของฟอกซ์คอนน์อยู่ที่เสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุฆ่าตัวตาย เป็นโรงงานที่มีการจ้างงานถึง 4 แสนคน เป็นเมืองเล็กๆ ในตัวของมันเอง คือมีทั้งที่อยู่อาศัย ร้านค้า ธนาคาร ไปรษณีย์ และอื่นๆ และเมื่อรวมกับโรงงานในหัวเมืองอื่นๆ ฟอกซ์คอนน์จ้างงานในจีนทั้งหมดถึง 8 แสนคน

ฟอกซ์คอนน์แก้ปัญหาโดยการประกาศขึ้นค่าแรงไปแล้ว 2 ครั้ง รวมกันกว่า 100%

ครั้งแรกมีผลไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. เป็นการขึ้นค่าแรงพื้นฐานจากเดือนละ 900 เป็น 1,200 หยวน และครั้งที่ 2 จะมีผลในเดือน ต.ค. ขึ้นจาก 1,200 เป็น 2,000 หยวน สำหรับผู้ที่ผ่านการประเมิน โดยรายละเอียดและวิธีประเมินจะประกาศให้ทราบในภายหลัง

นอกจากฟอกซ์คอนน์ มีบริษัทต่างชาติอื่นๆ ที่โดนข้อเรียกร้องและหยุดงานประท้วงอีกหลายแห่ง ที่เป็นข่าวใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานประกอบรถยนต์ของฮอนด้า ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ยอมปรับขึ้นค่าแรงให้แต่โดยดี เฉลี่ยประมาณ 30%

เป็นที่น่าสังเกตว่าในอดีตเมื่อเกิดปัญหาแรงงานรัฐบาลจีนจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย เพื่อให้ปัญหายุติโดยเร็วและไม่เป็นข่าว แต่ปีนี้รัฐบาลจีนกลับปล่อยให้สื่อท้องถิ่นเสนอข่าวกันอย่างครึกโครม รวมทั้งมีผู้นำระดับสูงบางคนออกมาพูดแสดงความเห็นใจฝ่ายแรงงาน

ด้วยเหตุนี้จึงคาดกันว่าการเรียกร้องและหยุดงานประท้วงในปีนี้จะขยายวงกว้างกว่าทุกปี

มีผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ว่า จีนกำลังจะหมดยุคการขายแรงงานราคาถูกและก้าวขึ้นสู่ระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่ารายได้ของผู้ขายแรงงานจะขยับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนแบ่งในจีดีพีของกลุ่มผู้ขายแรงงานกลับลดลงอย่างน่าใจหาย คือจากสูงกว่า 50% เหลือไม่ถึง 40%

ผมยกเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและเรื่องค่าแรงของจีนขึ้นมาพูด เพราะเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวพันกัน รวมทั้งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้สำหรับไทย และจะมีผลกระทบมาถึงไทยด้วย ดังนี้

หนึ่ง ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ผมไม่คิดว่าจีนจะยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นมากมาย จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ประกาศนโยบายมาก็เพิ่งแข็งขึ้นไม่ถึง 2% แต่เชื่อว่าจีนจะพยายามลดกระแสกดดันของสังคมโลกด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานมากกว่า เพราะสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า ความได้เปรียบของสินค้าจีนในตลาดโลกเริ่มลดลงแล้วจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น

ข้อดีของวิธีนี้คือ ไม่เข้าทางของนักเก็งกำไรค่าเงิน และธนาคารกลางจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ได้ใจผู้ใช้แรงงาน เพราะการได้เงินเดือนสูงขึ้นเป็นรูปธรรมมากกว่าได้เท่าเดิมแต่ค่าเงินแข็งขึ้น

สอง ที่ผ่านมาต้นทุนแรงงานของจีนก็จี้หลังใกล้เราเข้ามาทุกขณะอยู่แล้ว หลังจากการปรับขึ้นอีกในรอบนี้ บางอุตสาหกรรมคงจะแซงหน้าเราไป ตัวอย่างเช่น เงินเดือนพื้นฐาน 2,000 หยวนของฟอกซ์คอนน์ จะเท่ากับประมาณ 1 หมื่นบาท ซึ่งมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำของเราเกือบเท่าตัว ด้วยเหตุนี้ข่าวที่เพิ่งออกมาในบ้านเราว่าปีนี้อาจจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 510% จึงไม่เป็นประเด็นมากนักว่าจะทำให้เศรษฐกิจของเราแข่งขันไม่ได้

แน่นอนที่จีนยังคงความได้เปรียบในเรื่องขนาดของตลาดแรงงานและขนาดของตลาดสินค้าในประเทศซึ่งใหญ่กว่าเรามาก แต่ประชากร 63 ล้านคนของเราก็ต้องถือว่าไม่น้อยแล้ว เกาหลี ไต้หวัน และแม้แต่มาเลเซียทั้งพื้นที่และประชากรก็น้อยกว่าเรา แต่เขาต่างสามารถพัฒนาเศรษฐกิจรุดหน้าไปไกลกว่าเราทั้งสิ้น

อย่างน้อยการขึ้นค่าแรงของจีนคงช่วยลดแรงกดดันเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยได้บ้าง แต่คงไม่หายไปทั้งหมด เพราะยังมีทั้งเวียดนามกับบังกลาเทศ รวมทั้งในอนาคตอาจมีพม่า ลาว กัมพูชาด้วย

สิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำเพื่อยกระดับการพัฒนาของไทยเราให้ทันประเทศอื่น ด้านหนึ่งคือเรื่องการศึกษาพื้นฐานของประชาชน กับทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาของคนทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนของเรา

อีกด้านหนึ่งคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างภาษี และเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องคมนาคม ขนส่งและสื่อสาร ซึ่งส่วนใหญ่ค่าบริการสูงและประสิทธิภาพต่ำ เมื่อเปรียบกับคู่แข่งหลายประเทศ

สำหรับเรื่องบรรยากาศทางการเมืองคงไม่ต้องพูดถึง เพราะถึงพูดไปก็คงทำอะไรไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69