
ปิดโครงการรถคันแรก ปิดประตูประชานิยม
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เห็นชอบในหลักการที่จะปิดโครงการรถคันแรก ที่เป็นโครงการประชานิยมของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง มีผู้มาจองรถเพื่อให้ได้รับสิทธิ 1.2 ล้านคัน
สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมาระบุว่า จะทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบปิดโครงการรถคันแรก ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อเป็นการประหยัดเงินงบประมาณและภาระของเจ้าหน้าที่ เพราะจนถึงขณะนี้ยังมีผู้จองรถอีกประมาณ 1 แสนคัน ที่ยังไม่มาใช้สิทธิ ไม่ยอมมารับรถ จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้ในมาตรการว่าจะต้องมารับรถภายในเมื่อไร
ทั้งนี้ จะเสนอ ครม.ให้มีการกำหนดให้ผู้ถือใบจองรถต้องมารับภายในวันที่ 30 ก.ย. 2558 หากช้ากว่านั้นก็ถือว่าสละสิทธิ ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจน เจ้าหน้าที่มีกรอบเวลาการทำงานที่แน่นอน ที่สำคัญเป็นการประหยัดงบประมาณที่จะต้องมาจ่ายคืนให้กับผู้ที่ใช้สิทธิ
โครงการรถคันแรกดำเนินการช่วงปลายปี 2554 เดิมมีเงื่อนไขผู้ที่ได้รับสิทธิต้องดำเนินการรับรถภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2554 และจะได้รับเงินคืนเท่ากับจำนวนภาษีสรรพสามิตที่รถคันนั้นจะต้องเสีย แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท โดยจะได้รับเงินหลังจากรับรถแล้ว 1 ปี และต้องถือครองรถไว้นาน 5 ปี ถึงจะขายหรือโอนรถเปลี่ยนมือกันได้ หากมีการขายการโอนก่อนจะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับไป
ปรากฏว่าโครงการไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากเวลาจำกัด ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย ทำให้ประชาชนยิ่งไม่สนใจโครงการดังกล่าว เพราะมัวสาละวนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากน้ำท่วมใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรถยนต์ โรงงานประสบความเสียหายอย่างหนักเช่นเดียวกัน ทำให้คนซื้อไม่มีกำลัง ขณะที่คนขายก็ผลิตสินค้าไม่ได้
รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้เปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการรถคันแรกใหม่ จากที่ต้องส่งมอบรถก่อนสิ้นปี 2554 มาเป็นการให้ถือแค่ใบจองก่อนสิ้นปี 2554 ก็ได้ ทำให้ยอดจองรถเพื่อใช้สิทธิรถคันแรกพุ่งสูงถึง 1.25 ล้านคัน เป็นเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายคืนประมาณ 9 หมื่นล้านบาท จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 5 แสนคัน เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืน 3 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มีผู้จองรถมารับรถจริงประมาณ 1.1 ล้านคัน เป็นเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ 8 หมื่นล้านบาท
สำหรับรถที่จองค้างไว้อีกประมาณ 1 แสนคัน ทางกรมสรรพสามิตได้พยายามปิดโครงการนี้มาหลายครั้ง เพราะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมามีผู้รับรถเดือนละเพียง 1-2 คันเท่านั้น คาดว่าผู้จองรถคงไม่มารับรถ เนื่องจากที่ผ่านมามีรถยนต์รุ่นใหม่เป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อมากขึ้น และการปิดโครงการ ปิดจ๊อบรถคันแรกเท่ากับช่วยให้รัฐประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง 1 หมื่นล้านบาท
จากการประเมินของกรมสรรพสามิต หากปิดโครงการรถคันแรกภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ คาดว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณในปี 2559 ประมาณ 1-2 ล้านบาทเท่านั้น ในการคืนเงินตามสิทธิ และจะเป็นการปิดโครงการรถคันแรกเป็นการถาวร
การปิดโครงการรถคันแรก ยังเป็นเหมือนการปิดประตูโครงการประชานิยม ที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศชัดเจนว่าไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการประชานิยม เพราะได้ไม่คุ้มเสีย
หากพิจารณาจากโครงการประชานิยมรถยนต์คันแรก รัฐบาลต้องเสียเงินภาษีจ่ายคืนให้กับผู้ใช้สิทธิไปถึง 8 หมื่นล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2555 ให้กลับมาขยายตัวได้ดี หลังจากนั้นมาตรการรถคันแรกก็หมดมนต์ขลังที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจ และยังสร้างปัญหา สร้างผลกระทบตามมาต่อเนื่อง
ปัญหาเริ่มตั้งแต่การบิดเบือนกลไกตลาด เพราะเป็นการดึงกำลังซื้อของประชาชนในอนาคตมาใช้ก่อน ผลคือยอดการขายรถยนต์ตั้งแต่ปี 2556 มาถึงปัจจุบันประสบภาวะซบเซาอย่างหนัก เมื่อเจอปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซ้ำเข้าไปอีก อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยที่เคยเป็นดาวรุ่ง ก็กลายเป็นดาวร่วงไปทันที
นอกจากนี้ โครงการรถคันแรกยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเก็บภาษีรถยนต์ของกรมสรรพสามิตต่ำกว่าเป้ามาหลายปี เพราะผลจากรถคันแรกทำให้ยอดซื้อขายรถยนต์ปีต่อๆ มาลดลงเป็นอย่างมาก และยังส่งผลกระทบไปถึงธุรกิจ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งผู้ผลิตอะไหล่ เม็ดพลาสติก วิทยุ จนทำให้การเก็บรายได้นิติบุคคลของกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้าตามไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายจากผู้ที่ได้รับสิทธิไม่ทำตามเงื่อนไข คือ มีการขายรถและโอนรถให้กับบุคคลอื่นกว่าพันราย แม้ว่าจะคิดเป็นเงินที่เสียหายไม่มาก แต่ก็เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ต้องมานั่งตามไล่ตามทวงเงินงบประมาณคืน บางรายถึงขั้นต้องฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินคืน เสียทั้งเวลาของเจ้าหน้าที่ และรัฐยังต้องเสียค่าใช้จ่ายดำเนินการเรียกเงินคืน บางรายใช้ค่าใช้จ่ายดำเนินการมากกว่าเงินที่ทวงคืนมาได้ เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง
ผลกระทบอีกด้านและซึมลึกเข้าไปในระบบเศรษฐกิจไทยอีกประการจากโครงการรถคันแรก คือ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เพราะผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ใช้สินเชื่อเช่าซื้อเป็นแหล่งเงิน หนี้ที่สูงจากการผ่อนชำระรถคันแรก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริโภคของประชาชนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้
นโยบายการปิดโครงการรถคันแรกภายใน 30 ก.ย. ยังถือว่าเป็นการปิดทางของผู้ประกอบการรถยนต์ที่จะขอให้รัฐบาลผ่อนผันเงื่อนไขอีกครั้ง โดยจะให้ลดการถือครองรถยนต์จาก 5 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อให้ผู้ได้สิทธิรถคันแรกสามารถขายรถโอนให้กับคนอื่นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าของโครงการ เพราะลำพังที่ผ่านมาการดำเนินโครงการรถคันแรกก็ทำให้ประเทศเสียวินัยการเงินการคลังมากอยู่แล้ว หากยังมาเปลี่ยนเงื่อนไขอีก ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความไม่มีวินัยการเงินของประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน หากยอมให้โครงการรถคันแรกเปลี่ยนเงื่อนไขได้ ก็จะมีโครงการประชานิยมอื่นที่ทำมาในอดีตมาขอเปลี่ยนเงื่อนไขให้ประเทศเสียหายและเสียวินัยการเงินการคลังเพิ่มขึ้นอีก
ต้องไม่ลืมว่า นอกจากโครงการประชานิยมรถคันแรกที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศจำนวนมาก ยังมีโครงการประชานิยมจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่รัฐบาลต้องสะสางปิดโครงการล้างขาดทุน เพราะการดำเนินโครงการแค่ 2 ปี ใช้เงินไปกว่า 9 แสนล้านบาท มีหนี้ค้างชำระอีก 6 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนความเสียหายที่เห็นอยู่ข้างหน้าไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท มีข้าวเสื่อมคุณภาพอยู่ในโกดังที่กองเสียหายขายไม่ออกอีกกว่า 10 ล้านตัน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของประเทศ ที่ปิดโครงการอย่างไรก็ปิดบาดแผลของประเทศที่เสียหายแสนสาหัสไม่มิด
อย่างไรก็ตาม การปิดโครงการรถคันแรก ที่กรมสรรพสามิตชงเรื่องให้กระทรวงการคลัง ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในไม่ช้านี้ น่าจะเป็นอนุสรณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการที่ดำเนินการ และผู้ที่ซื้อรถ ว่าโครงการประชานิยมเช่นนี้ควรถูกปิดประตูล็อกตายไม่ให้เกิดขึ้นอีก







