posttoday
ถึงเวลา...ต้องเลิกพึ่งฝน ใช้ชลประทานระบบท่อแทน

ถึงเวลา...ต้องเลิกพึ่งฝน ใช้ชลประทานระบบท่อแทน

28 กรกฎาคม 2558

เรื่องน้ำเป็นเครื่องมือการสร้างความปรองดอง ความปรองดอง คืออะไร คือการที่คนอยู่ดีมีสุขและไม่เดือดร้อน

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ของประเทศไทย ณ เวลานี้เป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ไปจนถึงกระทั่งสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะปัญหาอย่างหลังได้กลายเป็นปมที่สร้างความวิตกให้กับประชาชนนับตั้งแต่เกิดวิกฤตภัยแล้ง ดังที่ปรากฏให้เห็นภาพแต่ละเขื่อนที่มีน้ำรองก้นในปริมาณไม่มาก ทำให้หลายฝ่ายกลับมาฉุกคิดว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ประเทศเพิ่งประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

“สุวิทย์ คุณกิตติ” อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันผันตัวไปเป็นนักศึกษาปริญญาเอก คณะวิศวกรรมศาสตร์ด้านน้ำ ที่ University of technology Sydney ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้มุมมองที่สะท้อนถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างผ่านโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

ก่อนอื่นสุวิทย์ออกตัวว่า “เวลานี้ผมไม่ใช่นักการเมืองแล้ว ตอนนี้เป็นนักศึกษานักวิจัย เราไม่อยากเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษแบบนักการเมืองอีกแล้ว ไปเรียนหนังสือกลับมาเป็นอาจารย์ดีกว่า วันนี้ไม่ได้มีความอยากอะไรแล้ว รองนายกรัฐมนตรีก็เป็นมา 4-5 รอบ รัฐมนตรีก็เป็นมา 7-8 กระทรวง ก็ทำมาหมดแล้ว เป็นนักวิชาการทำอะไรได้มากกว่า เพราะเวลาเป็นนักการเมืองเวลาเสนอก็ถูกมองว่ามาหาเสียง”

สุวิทย์เริ่มวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของปัญหาการบริหารจัดการน้ำว่า 1.ไม่มีคนศึกษาวิจัยปัญหาพื้นฐานว่าคืออะไร มีแต่แผนยุทธศาสตร์ โดยไม่มีแผนปฏิบัติการที่เป็นระบบ เหมือนกับคนป่วย เราก็ให้ยาแอสไพรินไปเรื่อยๆ แก้ตามอาการ ไม่ได้แก้ตามสมมติฐานของโรค 2.ไม่มองปัญหาแบบองค์รวม มองแค่เป็นบางจุดบางเรื่อง          

“การมองปัญหาน้ำต้องไม่มองเฉพาะเรื่องต้นน้ำอย่างเดียว แต่ต้องมองไปยังบนฟ้าด้วยว่าสภาพภูมิอากาศที่มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร การบริหารจัดการน้ำต้องย้อนกลับไปดูปริมาณฝนตกเป็นร้อยปีว่ามีปริมาณเท่าไหร่และรูปแบบอย่างไร ไม่ใช่แค่มองเฉพาะปริมาณฝนโดยเฉลี่ยอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันจะพบฝนตกในปริมาณที่เยอะ แต่เป็นช่วงเวลาที่สั้นและทิ้งช่วงยาวหรือเรียกว่าฝนตกกระจุกมากกว่าฝนตกกระจาย ช่วงที่ตกหนักน้ำก็ท่วม พอเกิดการทิ้งช่วงยาวก็เกิดสภาพปัญหาภัยแล้งขึ้นมาที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ดี”

ส่วนเรื่องการจัดตั้งศูนย์ระบบการบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จหรือที่เรียกว่า “Single Command” ที่เริ่มมีการ
กลับมาพูดถึงในระยะหลังๆ อดีต รมว.ทรัพยากรฯ มองว่า “จริงๆ ไม่ใช่แค่การสร้างศูนย์สั่งการใหญ่โตใช้เงินเป็นร้อยล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องมี Single Commander ด้วยที่ต้องมีคนที่มีอำนาจ เบ็ดเสร็จเพียงคนเดียวในการตัดสินใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ จะให้คนหลายคนมาตัดสินใจไม่ได้ เพราะจะมีความไม่สอดคล้องกัน”

“คนสั่งการเรื่องการบริหารจัดการน้ำต้องเป็นคนที่รู้เรื่องและเข้าใจองค์รวมทั้งหมด ไม่ใช่เอาข้อมูลจากหลายหน่วยงานมานั่งดูอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจทั้งหมดด้วย ถ้าคนไม่รู้จริงเวลาไปสั่งข้าราชการให้ดำเนินการก็จะเป็นการสร้างปัญหาในการทำงานมากกว่า”

Single Commander ควรเป็นตำแหน่งไหน? สุวิทย์ ตอบว่า “ตำแหน่งไหนก็ได้ที่สามารถเข้าใจและรู้เรื่องและมีอำนาจที่สั่งการได้ จริงๆ แล้วเมื่อตอนที่เราจะปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม เมื่อปี 2545 ก็มีการเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเวลานั้นว่าควรเอาหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำมารวมกันและตั้งเป็นกระทรวงน้ำ แต่ปรากฏว่าตอนนั้นการเมืองต่างฝ่ายต่างดูแลกัน พอจะทำเรื่องนี้ก็เกิดไม่ยอมกันจนตั้งไม่ได้ ทำให้ต้องไปตั้งเป็นกรมทรัพยากรน้ำแทน”

“ถ้าเป็นไปได้ควรตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำขึ้นมาและทำแผนการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม การตั้งคณะกรรมการขึ้นมามันไม่ได้ช่วยอะไรมากแต่กลับจะมีปัญหา เพราะว่าอยู่คนละกระทรวง จะทำงานข้ามกันทำได้ยาก เพราะขนาดจะสั่งงานข้ามกรมที่อยู่ในกระทรวงเดียวกันยังทำได้ยากเลย ระบบราชการไทยซับซ้อนมาก”

ถึงเวลา...ต้องเลิกพึ่งฝน ใช้ชลประทานระบบท่อแทน

สุวิทย์ ย้ำว่า “จริงๆ ถ้าจะเริ่มการบูรณาการเรื่องน้ำเข้าด้วยกันก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องรอกฎหมายเรื่องน้ำ กฎหมายเรื่องน้ำไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย สามารถใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไปก่อนได้เลย จนกระทั่งทุกอย่างมั่นลงตัวก็ค่อยทำเป็น พ.ร.บ.ก็ยังไม่สาย ถ้าไปทำเป็นกฎหมายตั้งแต่แรกเลยเวลาจะเปลี่ยนแปลงกติกาจะมีขั้นตอนยุ่งยาก เหมือนกับตอนดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านที่ตอนแรกใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมันก็เหมือนกับกฎหมายอยู่แล้ว”

อีกประเด็นหนึ่งที่อดีต รมว.หลายกระทรวงผู้นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อชวนคิด คือ การบริหารจัดการพื้นที่ชลประทานของประเทศที่มีอยู่เพียง 30% ซึ่งไม่สามารถขยายเพิ่มให้มากขึ้นไปได้

สุวิทย์ อธิบายว่า “เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งพื้นที่ชลประทานของประเทศอยู่ที่ประมาณ 30% มากี่ปีแล้ว มันไม่สามารถขยายเพิ่มเติมได้ เราจึงควรใช้ชลประทานระบบท่อ เพื่อให้น้ำไปได้ถึงทุกที่ เพราะไม่มีทางที่จะขุดคลองได้อีกแล้ว คุณจะไปอาศัยแต่น้ำฝนไม่ได้แล้ว อาศัยเทวดาอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยระบบท่อเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ จะไปทำเจ้าพระยาสองก็ไม่ได้เพราะเวลาแล้งเจ้าพระยาหนึ่งน้ำยังไม่พอเลย แบบนี้ถ้าไปทำเจ้าพระยาจะเกิดอะไรขึ้นจะเก็บกักน้ำอย่างไร”

“การทำตามแนวทางนี้ต้องใช้ระยะเวลาและการวางแผน แต่มีข้อดีคือสามารถคำนวณต้นทุนได้ชัดเจน การไปขุดสระ ขุดคลองแบบที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ถามว่าใช้เงินหมดไปกี่แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเลย”

นอกจากนี้ สุวิทย์ยังเห็นว่าต้องมีกระบวนการปฏิรูปเขตเศรษฐกิจการเกษตรใหม่ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้หลักคิดที่ว่ามีที่ดินทำการเพาะปลูกและน้ำอยู่เท่านี้ จะเอาน้ำมา บริหารจัดการและช่วยสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้เพิ่มขึ้นและคุ้มค่าอย่างไร ไม่ใช่คิดแบบเดิมว่าน้ำมีอยู่เท่านี้จะทำการเกษตรได้กี่ไร่ แต่จะทำแบบนี้ได้เราต้องรู้ว่าแต่ละลุ่มน้ำมีปริมาณน้ำเท่าไหร่

“เวลานี้บ้านเรากำลังขาดการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและคิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า เพราะคนส่วนใหญ่จะเรียนเศรษฐกิจการเกษตรมากกว่า ดังนั้นการพัฒนาการวิจัยเริ่มอ่อนแอลง”

ท่ามกลางหลายปัญหาที่รุมเร้าประเทศและรัฐบาลขณะนี้ สุวิทย์ได้พยายามชี้ให้รัฐบาลเห็นว่า ถ้าแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้เมืองไทยเป็นมหาอำนาจเลย เพราะจะควบคุมได้ทั้งน้ำและผลผลิตการเกษตรที่สำคัญจะเป็นการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นไปในตัวด้วย  

“หมู่บ้านไหนที่มีน้ำทำการเกษตรเมื่อไหร่จะไม่มีทางมาเดินขบวน มาเสี่ยงชีวิตเสี่ยงอันตราย ใช้เวลาทำมาหากิน จริงๆ เรื่องน้ำเป็นเครื่องมือการสร้างความปรองดอง ความปรองดอง คืออะไร คือการที่คนอยู่ดีมีสุขและไม่เดือดร้อน เมื่อเขาไม่ได้เดือดร้อนเขาก็ไม่ต้องมาเดินขบวนเพื่อเรียกร้องอะไร การจะให้คนอยู่ดีกินดีได้ก็ต้องมีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็อดอยากปากแห้งต่อไป จริงๆ แล้วการมองภาพของปัญหาจึงต้องมองแบบองค์รวม”

สุวิทย์ ทิ้งท้ายว่า เกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย ต่อให้เกิดวิกฤตอย่างไร แต่ถ้าเรามีรากฐานทางการเกษตรที่ดีประชาชนก็จะยังมีกินมีใช้ ซึ่งการจะทำอย่างนั้นต้องเริ่มจากการบริหารจัดการน้ำที่ดีก่อน

“อย่างเรื่องระบบรางถามมีความจำเป็นหรือไม่ก็จำเป็น แต่เรื่องระบบรางคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีโอกาสได้ใช้น้อย อย่างมากระบบรางก็ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ซึ่งก็มีคำถามว่าใครที่ได้ประโยชน์ จึงคิดว่าเรื่องน้ำต้องมาก่อน”

ข่าวล่าสุด

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้