
วุฒิสภาหลายสายน้ำ
เรื่องหนึ่งภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่กระทั่งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ได้เคยใช้กันมา
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
เรื่องหนึ่งภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่กระทั่งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ได้เคยใช้กันมา อย่างน้อยฉบับ พ.ศ. 2540 กับ พ.ศ. 2550 ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อภิปรายกันอย่างดุเด็ด ไปจนถึงเป็นปัญหาทางการเมืองกันเลย ก็คือเรื่องของวุฒิสภา ซึ่งแต่เดิมมาประเทศไทยเราใช้ระบบแต่งตั้ง ซึ่งก็เป็นระบบที่นำมาจากระบบรัฐสภาดั้งเดิม ซึ่งว่ากันว่าเป็นระบบดั้งเดิมหรือระบบคลาสสิก จนกระทั่งมาถึงรัฐของอังกฤษ หรือระบบที่เรียกว่าระบบรัฐสภาเวสมินส์เตอร์ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จากสภาที่มาจากการแต่งตั้งร้อยละร้อย กลายมาเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้งร้อยละร้อย อันเป็นการเปลี่ยนหลักการอย่างสำคัญ
เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งไปสู่ระบบที่แตกต่างจากที่เป็นมาอยู่เดิมก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 และภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นคือ การมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สองประเภท หนึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 77 คน (เดิมมี 76 คน แต่เนื่องจากการเพิ่มจังหวัดจึงมีจำนวนในส่วนนี้เพิ่มขึ้น) สอง มาจากการสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบไปด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวน 1 คน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวน 1 คน รวมเป็น 7 คน เท่ากับว่าจากเดิมตามรัฐธรรมนูญก่อนหน้ารัฐธรรมนูญปี 2540 มี สว. แต่งตั้งประเภทเดียว ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 มี สว.เลือกตั้งประเภทเดียว ส่วนภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 มี สว.สองประเภท คือ เลือกตั้งกับสรรหา
ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังมีการยกร่างกันอยู่นี้ได้มีการพิจารณาในหลายรูปแบบมาก มีข้อเสนอทั้งที่ต้องการให้เป็นแบบแต่งตั้งหมด แบบสรรหาหมด แบบเลือกตั้งหมด แบบผสม ซึ่งก็มีหลายลักษณะของการผสม เช่น ผสมแต่งตั้งกับสรรหา ผสมเลือกตั้งกับแต่งตั้ง ผสมเลือกตั้งกับสรรหา ซึ่งในท้ายที่สุดก็มีแนวโน้มเท่าที่ได้เห็นกันก็จะเป็นไปในแนวทางที่จะเป็นการผสมระหว่างการเลือกตั้งกับการสรรหา ซึ่งในส่วนของการสรรหานั้นก็เป็นการเรียกรวม เนื่องจากภายใต้การสรรหานั้นก็มีทั้งการเลือกกันเอง การจับสลาก และการตั้งกรรมการเป็นผู้สรรหา
ในที่สุดตามที่ได้เป็นที่รับรู้กันขณะนี้ก็มาอยู่ที่การเป็นการสรรหาหมด โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสรรหา แต่แบ่งกรรมการสรรหาไปตามผู้ที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหา ซึ่งโดยคร่าวๆ ก็มีกรรมการสรรหาประมาณ 4 คณะ ส่วนทางด้านการเลือกตั้งก็มีตั้งแต่พิจารณาว่าจะมีการคัดสรรก่อนที่จะไปให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนน แต่ท้ายที่สุดก็มาอยู่ที่ ณ ขณะนี้ เป็นการเลือกตั้งโดยตรง 77 จังหวัด เมื่อมี สว. 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 77 คน มาจากการสรรหาอีก 123 คน โดยเป็นการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาประมาณ 4 คณะ จึงดูเสมือนหนึ่งเป็น สว. แม่น้ำ 5 สาย นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า สว.หลายน้ำ ซึ่งจะเหมาะหรือไม่ เรามาวิเคราะห์กันถึงเหตุที่การได้มาซึ่ง สว. ถูกออกแบบมาเช่นนี้กันในคราวต่อๆ ไป







