
ชาวนายอมจำนนแล้ง เลิกสูบน้ำปล่อยนาข้าวแห้งตาย
วิกฤตภัยแล้งยังไม่คลี่คลาย แหล่งน้ำดิบแห้งขอดเพราะฝนทิ้งช่วงมายาวนานสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรทั่วประเทศ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
วิกฤตภัยแล้งยังไม่คลี่คลาย แหล่งน้ำดิบแห้งขอดเพราะฝนทิ้งช่วงมายาวนานสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรต้องยอมจำนนต่อภัยธรรมชาติเลิกแย่งน้ำสูบน้ำทำนา ปล่อยให้นาข้าวยืนต้นตายนับหมื่นไร่เพื่อแลกกับน้ำอุปโภคบริโภคสวัสดิ์ เนตรขำ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนชาวนาหลายร้อยคน ต.บางพระครู อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า เมื่อมาถึงวันนี้ก็ต้องยอมรับกับชะตากรรมไม่ขอฝืนภัยธรรมชาติ ทำนามาทั้งชีวิตไม่คิดว่าจะประสบปัญหาวิกฤตภัยแล้งขนาดนี้ หลังจากทางราชการขอความร่วมมือในการงดสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองเข้าสู่ที่นาเพื่อกักเก็บน้ำอุปโภคบริโภค ชาวนาทุกคนก็ต้องหยุดจำเป็นต้องปล่อยให้นาข้าวยืนตายคานา
“ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหลังจากที่มีการตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเกษตรกรที่ปลูกข้าวไปก่อนหน้าแล้ว เพียงไม่กี่วันทางราชการขอความร่วมมือให้หยุดสูบน้ำเข้าที่นา ทำให้ที่นาที่อยู่ห่างไกลและดินแตกระแหงมาก ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว เมื่อมายืนดูแล้วอยากร้องไห้ เพราะเห็นข้าวกำลังยืนรอความตาย” สวัสดิ์ กล่าวด้วยเสียงสะอื้น
อยากไรก็ตามหากฝนไม่ตกลงในเร็วๆ นี้ก็คงหมดหวังอย่างแน่นอน ก็คงสูญเงินที่ลงทุนปลูกไป ซึ่งอยากให้ทางรัฐบาลมาช่วยเหลือเยียวยาด้วย คงปล่อยให้นาข้าวยืนต้นตายเช่นเดียวกับเพื่อนบ้านจะต้องปล่อยให้ข้าวยืนตายหลายร้อยไร่ โดยวันที่ 20 ก.ค.นี้จะร่วมกับเพื่อนชาวนาทำพิธีขอขมาแม่โพสพ เนื่องจากไม่สามารถนำน้ำมาเลี้ยงต้นข้าวได้ และต้องยอมให้ข้าวตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เช่นเดียวกับชาวนาบ้านโคกแขวน หมู่ 2 ต.พันดุง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ได้ลงมือหว่านนาแห้งไปช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเกือบ 1,000 ไร่ หวังว่าฝนจะตกต้องตามฤดูกาล แต่ต้องผิดหวังเพราะฝนฟ้าไม่มาตามนัดทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรอย่างหนัก เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ได้มีการหว่านนาแห้งทิ้งไว้ โดยไม่คาดว่าปีนี้จะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลายาวนาน จึงยอมจำนนกับภัยแล้งเลิกสูบน้ำทำนาปล่อยให้นาข้าวเสียหายทั้งหมดแลกกับมีน้ำดื่มน้ำใช้
พศิษฐ์ ขอนพุดซาสิริโชค ผู้ใหญ่บ้านบ้านโคกแขวน หมู่ 2 ต.พันดุง บอกว่า เมื่อถึงช่วงเดือน พ.ค.ของทุกปี ชาวนาจะเริ่มทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ในแปลงนาหรือที่เรียกกันว่า หว่านนาแห้ง
เพื่อให้ต้นกล้าเริ่มเจริญเติบโตในช่วงเดือน ก.ค.ซึ่งจะเป็นช่วงที่
เริ่มมีฝนตก แต่ปีนี้ประสบกับ
ปัญหาฝนทิ้งช่วงส่งผลให้ต้นกล้าที่กำลังเจริญเติบโตเริ่มแห้งตาย เนื่องจากไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยง ซึ่งหากภายใน 2 สัปดาห์ที่จะถึงนี้ ยังไม่มีฝนตกลงมาก็คาดว่าต้นกล้าของชาวบ้านทั้งหมดจะแห้งตายแน่นอน
พศิษฐ์ บอกต่อว่า ในช่วงนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังพี่น้องเกษตรกร ห้ามไม่ให้ทำการสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะในหมู่บ้านเพื่อลงในแปลงนาหรือทำการเกษตรทุกชนิด เนื่องจากปัจจุบันน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภคก็ไม่เพียงพอ จนทางเทศบาลตำบลพันดุงต้องนำรถบรรทุกน้ำมาแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว ดังนั้นหากเกษตรกรสูบน้ำไปทำการเกษตรอีก ชาวบ้านกว่า 450 ครัวเรือน จะได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักแน่นอน







