ปรับโครงสร้างปปช.ทำงานเชิงรุกต้านคอร์รัปชั่น
การปราบปรามการทุจริตในประเทศใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม
โดยทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกมธ. ได้จัดสัมมนาเรื่อง“ปฏิรูป ป.ป.ช. แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา เณ อาคารรัฐสภา 3
โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิก สปช. กล่าวว่า การออกแบบการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทย ไม่ควรนำความคิดแบบนักกฎหมายมาใช้ เพราะการคอร์รัปชั่นไม่ใช่ปัญหาที่จะใช้กฎหมายแก้อย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแก้ปัญหาทุจรติคอร์รัปชั่นไม่ใช่ต้องเป็นหน้าที่ป.ป.ช. เท่านั้น
ทั้งนี้ ควรจะเป็นในหลายภาคส่วนร่วมกัน อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อแก้ไขอย่างบูรณาการ และรัฐบาลต้องมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิรูป
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายต้องให้สอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมของไทย อีกทั้ง การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่คนดีมาแก้ปัญหาอย่างเดียว ต้องเป็นคนดีและมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งการเข้าถึงของประชาชนด้วยการที่ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ผ่านทางเว็บไซต์ ที่ป.ป.ช.มี แต่ยังไม่ครอบคลุม จึงถือเป็นหลุมดำ
นอกจากนี้ การเอาชนะทุจริตคอร์รัปชั่นในระยะยาวต้องเน้นส่งเสริมมากกว่าปราบปราม ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการปราบปราม แต่คดีปัจจุบันเพิ่มขึ้นไม่หยุด ทำให้เป็นภาระหนักของป.ป.ช. จึงควรส่งเสริมค่านิยมในเรื่องการไม่เอาการทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่ในครอบครัว รวมถึงการนำองค์กรทางศาสนาเข้ามาช่วย และองค์กรอิสระและภาครัฐควรปราศจากการแทรกแซงทางความคิด แต่ควรมีอิสระได้ในระดับของตัวเอง
“พ.ร.บ. ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่แยกอำนาจการบริหาร กรรมการมีอำนาจวินิจฉัยและอำนาจในการบริหาร ขณะที่รัฐธรรมนูญ 50 ก็ยึดในหลักการเดิม แต่ในรัฐธรรมนูญปี 58 ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงอยากให้มีอำนาจการแยกอำนาจในการบริหารและวินิจฉัยออกจากกัน และปรับให้มีการยืดหยุ่น เพราะปัญหาการออกแบบพ.ร.บ.ที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”
นายสังศิต ระบุด้วยว่า อนุกรรมการป.ป.ช. ก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะไม่ทราบที่มาที่ไปเป็นใคร รวมถึงไม่มีการตรวจสอบทรัพย์สินทั้งตอนเข้าดำรงตำแหน่งและหลังจากออกจากดำรงตำแหน่ง จึงถือเป็นหลุมดำอีกอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงควรเปิดเผยที่มาที่ไปให้ชัดเจน เพราะอำนาจที่ได้ไปอาจนำไปใช้ในทางที่บิดเบือนได้
อย่างไรก็ตาม ควรปรับปรุงองค์กรอิสระ อาทิ คตง. และ สตง. ให้เข้ามาตรฐานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงปฏิรูปองค์กรภาครัฐ อาทิ อัยการ ศาล ซึ่งที่ผ่านมาทำงานดีอยู่แล้ว แต่ต้องปรับให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้มีศาลเฉพาะทาง เช่น ศาลพิพากษาที่เกี่ยวกับคดีทุจริต โดยผู้พิพากษาต้องผ่านการอบรมที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต
“การปราบปรามการทุจริตประเทศใหญ่ๆทุกชาติที่ประสบความสำเร็จ เกิดจากภาคประชาสังคม จึงต้องให้ความสำคัญกีบภาคประชาสังคม เพื่อให้มาเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น”
ขณะที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ประธานอนุกมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ มองว่า ไม่อยากจะวิจารณ์ป.ป.ช. เพราะเป็นช่วงที่ป.ป.ช.ทำงานหนัก และไม่อยากให้ฝ่ายที่ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่ เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อมูลดิสเครดิต แต่วันนี้ถึงทางตัน เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข
“บ้านเรามีการคอร์รัปชั่นกันมาก ปัญหาเกิดจากข้าราชการและนักการเมืองสุ่มหัวกันทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งคนเป็นป.ป.ช.ต้องเป็นมนุษย์พิเศษกว่าศาล และการคัดเลือกป.ป.ช.ไม่ใช่ทำอย่างที่คัดเลือกกันในปัจจุบันที่เน้นเฉพาะกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นอนุกรรมการ เพราะป.ป.ช.ไม่ใช่แค่ตรวจสอบว่าใครถูก ใครผิด แต่จะกลายเป็นพวกคนที่ไม่ผิดเป็นคนที่ดีไปในสายตา ถ้าผ่านป.ป.ช.”
นอกจากนี้ การคัดเลือกบุคคลมาเป็นคณะกรรมการป.ป.ช.หรืออนุกรรมการ ต้องไม่ใช่คนมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาทำงาน คนเป็นป.ป.ช.หรือทำงานป.ป.ช ต้องทำเหมือนศาลคือต้องอบรมให้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ มองการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องอันตรายและกระหายที่ต้องเข้าไปแก้ไข
ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. ตั้งนายสมบัติ ธรธรรม เป็นที่ปรึกษา ทั้งที่มีคดีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นมานั่งหน้าห้องแล้วปล่อยให้คดีหลุดไป แบบนี้ไม่มีมนุษย์พันธุ์ไหนทำได้ ถ้าเป็นป.ป.ช.แบบนี้ ปล่อยให้คดีหลุดไปกว่าพันกว่าล้านบาท ถือเป็นการฟอกคน ซึ่งถ้าส่วนตัวเป็นเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. จะเดินขบวนขับไล่พล.ต.อ.สถาพรให้ลาออก เพราะทำให้เสื่อมเสีย ซึ่งเคยคุยกับคนในป.ป.ช. หลายคนว่าต้องดำเนินการเรื่องนี้จะปล่อยให้องค์กรเน่าแบบนี้ไม่ได้ เพราะคนคาดหวังไว้มาก
ด้าน ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายกมธ. กล่าวว่า ถ้าวันนี้หวังให้ป.ป.ช. เป็นหมอผ่าตัดการทุจริตให้ได้ผล ต้องมองดูว่าสังคมป่วยจริงหรือไม่ และสังคมจะมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องทุจริตอยู่ หรือถ้ามองการทุจริตเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น ป.ป.ช.ควรเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ขั้นตอนการทำงาน เพราะมาตรา 103/9 ของกฎหมายป.ป.ช.ว่าด้วย ขั้นตอนการไต่สวนให้ประชาชนตรวจสอบได้นั้น ป.ป.ช.ไม่ได้เปิดเผยกระบวนการไต่สวนคดีให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวส่วนตัวเป็นคนเสนอให้เพิ่มมาตรานี้เข้าไปในการแก้กฎหมายป.ป.ช . เมื่อปี 54 เพราะเห็นว่าให้อำนาจป.ป.ช ไปมาก จึงควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้ตรวจสอบ เช่น รับคดีมาแล้วมีกี่คดี ตัดสินไปแล้วกี่คดี มีเรื่องที่อยู่ระหว่างไต่สวนคืบหน้าไปแล้วกี่คดี และคดีที่ยกฟ้องด้วยเหตุผลอะไร และเคยเตือนป.ป.ช.ไปหลายครั้งแล้ว
อย่างไรก็ดี หากไม่ปฏิบัติตามมาตรา 103/9 สามารถถอดถอนป.ป.ช.ทั้งคณะ ถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็ต้องถูกถอดถอนและมีโทษสองเท่า จึงอยากให้ป.ป.ช.เร่งรัดใช้อำนาจตามมาตรา 103/ 7 ที่ให้อำนาจกรมสรรพากรเข้าไปดูบัญชีรับจ่ายของบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ ซึ่งจะช่วยป้องกันการทุจริตได้ เนื่องจากมาตรานี้จะทำให้ภาครัฐตามเส้นทางการเงินที่ใช้จ่ายในโครงการนี้ได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถจ่ายเงินสดได้ เพราะต้องจ่ายทางบัญชีนี้ เท่านั้น และให้ระวังการทำใบเสร็จปลอม และกรณีนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกครหา เพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายปกติ ไม่ใช่การใช้อำนาจพิเศษ
ส่วน สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า กรณีที่พล.ต.อ.สถาพร อยู่ในการสอบสวนของนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. ที่กำลังดำเนินการอยู่ อายุความยังไม่ขาด จะขาดประมาณเดือนส.ค. กรรมการป.ป.ช.ทุกคนดำเนินการเต็มที่ กำหนดระยะเวลาของคดีไม่มีการเลือกปฏิบัติ คณะกรรมการป.ป.ช ทุกคนทำงานหนัก
“เราเห็นว่าเรื่องอายุความสำคัญ เพราะถ้าอายุความขาดแค่มาตราเดียว ก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบ เรื่องการดำเนินงานของกฎหมาย ค่อนข้างหนักใจ เพราะทุกอย่างเป็นอุปสรรค ส่วนที่เสนอให้นำการทำงานของป.ป.ช.ลงในเว็บไซต์นั้น เรากลัวว่าบุคคลที่อยู่ในคดีจะเสียชื่อเสียง กลัวบุคคลนั้นจะถูกป้ายสีซ้ำ เพราะเรื่องนี้มีความอ่อนไหวมาก การลงอาจถูกฟ้องร้องได้ เรื่องการทำงานอยากให้สภาฯช่วยปราบปรามคอร์รัปชั่นในเรื่องมาตรการภาษี เพราะหลายคนกลัว”
ชัยสิทธิ ตราชูธรรม ประธาน คตง. กล่าวว่า ตามที่พล.ร.อ.พระจุณณ์ ระบุว่ากรรมการป.ป.ช.นำบุคลที่เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่มาเป็นหน้าห้อง และปัจจุบันคดีขาดอายุความนั้น ไม่สามารถดำเนินคดีอาญาได้ แต่สามารถใช้มาตรการทางภาษีอากร ให้กรมสรรพากรออกหมายเรียกตรวจสอบ และประเมินเมินภาษี และดำเนินคดีอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท จึงขอให้ใช้มาตรานี้ เพราะยังไม่ขาดอายุความ
“การใช้มาตราภาษีอากรป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ป.ป.ช.ควรเอาบัญชีทรัพย์สินมาตรวจสอบ นอกจากนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้ว ต้องให้กรรมสรรพากรใช้ฐานบัญชีทรัพย์สินในการตรวจสอบการยื่นภาษีด้วย เพราะจะสามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และป้องกันนักการเมืองที่ทุจริตจะเข้ามาเล่นการเมืองได้
ด้าน ชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร รองเลขาฯ ป.ป.ช. กล่าวด้วยว่า บทบาทหน้าที่ของป.ป.ช..ให้ความร่วมมือ และสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยตั้งคณะอนุกมธ. 2 คณะ คือ อนุกมธ.ที่พิจารณาประเด็นการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป.ป.ช. และอนุกมธ.ที่พิจารณาปรับโครงสร้างสำนักงานป.ป.ช.ให้สอดคล้องแนวทางปฏิรูป ซึ่งดำเนินการใกล้เสร็จแล้ว
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังปรับเปลี่ยนการทำงานด้านการป้องกัน ซึ่งจะเน้นป้องกันเชิงรุก โดยเฉพาะการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนบุคคล และเฝ้าระวังการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก รวมถึงการจัดให้มีหน่วยงานทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อดูแนวโน้มปัญหาการทุจริต.







