posttoday
ธปท.ยันไม่เกิดวิกฤตสินเชื่อ

ธปท.ยันไม่เกิดวิกฤตสินเชื่อ

17 กรกฎาคม 2558

แม้จะเกิดภาวะเงินฝืดในระดับครัวเรือน เช็คเด้งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น

แม้จะเกิดภาวะเงินฝืดในระดับครัวเรือน เช็คเด้งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่เพราะกลัวหนี้เสียจะเพิ่มขึ้น แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่เกิดวิกฤตสินเชื่อ (Credit Crunch) เนื่องจากสินเชื่อทั้งระบบในการดูแลของ ธปท.ยังขยายตัวได้ในอัตรา 5% ไม่ได้ติดลบ แม้จะเติบโตไม่เท่าในอดีตที่ 10-20%

“อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 3% ก็ถือว่าสอดคล้องไปกับการขยายตัวของสินเชื่อ แม้สินเชื่อรายใหญ่จะหดตัวเพราะไประดมเงินผ่านการออกหุ้นกู้แทนการใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์มากขึ้น แต่การขยายสินเชื่อก็ชดเชยด้วยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ขยายตัวได้ระดับ 8-9% ได้ระดับหนึ่ง ทำให้สินเชื่อไม่ได้หดตัวหรือติดลบ” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

“ส่วนการช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินของเอสเอ็มอีและประชาชนทั่วไปนั้น ตอนนี้ ธปท.กำลังจัดทำแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (มาสเตอร์แพลน เฟส 3) ที่คาดว่าจะนำส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาได้ในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งในแผนจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการทางการเงิน ดิจิทัล แบงก์กิ้ง เครดิตสกอร์ริ่ง การส่งเสริมการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวอีกว่า ในเรื่องเครดิตสกอร์ริ่งนั้นจะมีการจัดทำทั้งระบบนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ที่แม้จะไม่เคยกู้เงินแต่ก็มีการจัดทำเครดิตสกอร์ริ่งไว้ เพราะหากต้องการกู้เงินก็จะช่วยให้ดูประวัติการเงินได้ง่าย มีประวัติการเงินดี ซึ่งน่าจะช่วยกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีประวัติการเงินดี ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งตามปกติเอสเอ็มอีจะมีปัญหาในการจัดทำบัญชีการเงินทำให้กู้ไม่ได้ ถ้าเราทำเครดิตสกอร์ริ่งทั้งระบบก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินได้ด้วย 

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัญหาภัยแล้งในภาพรวมขณะนี้ยังไม่กระทบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าว 55 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ 63 ล้านไร่ ขณะนี้ยังไม่มีการเพาะปลูกจึงยังไม่เกิดความเสียหาย ส่วนที่มีการปลูกไปแล้ว 8 ล้านไร่ เป็นส่วนที่มีปัญหาเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตชลประทานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 4.5 ล้านไร่ แต่ที่คาดว่าจะต้องชดเชยจริงๆ มีอยู่ประมาณ 1 ล้านไร่

ทางด้านของภาคอุตสาหกรรมขณะนี้จากที่ติดตามดูมาก็มีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็พอไปได้ เพราะเขาดึงน้ำจากแม่น้ำจันทบุรีและแม่น้ำบางปะกง

ทั้งนี้ ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาได้รู้สถานการณ์น้ำมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าปีนี้ปริมาณน้ำจะน้อย ในเดือน พ.ย. 2557 น้ำในเขื่อนต่างๆ พร่องไปมาก จึงมีมาตรการขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งให้ลุ่มแม่น้ำแม่กลองงดปลูก ส่วนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาบางส่วนยังปลูกอยู่ ปริมาณข้าวนาปรังลดไปประมาณ 40% ขณะเดียวกันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวก็มีอยู่ตลอด คือการจ้างชาวนาขุดลอกคลอง มีการจ้างงาน 4 หมื่นคน

รวมถึงมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก 3,501 ตำบล เป็นสำคัญ ซึ่งจะให้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาตำบลละ 1 ล้านบาท โดยกำหนดว่า 50% ต้องเป็นส่วนของค่าจ้างแรงงาน ซึ่งส่วนนี้มีสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตรวจสอบ

“การทำนาในรอบนี้มาตรการช่วยเหลือจะไม่เหมือนเดิม เพราะไม่ได้ขอให้งดปลูกแต่ขอให้เลื่อนการทำนาออกไปก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ฝนที่จะตกลงมา” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ขณะนี้จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจโดยตรงกับประชาชน ควรใช้เจ้าหน้าที่เกษตรไปพูดทำความเข้าใจดีกว่าให้ทหารเข้าไป  เพราะประกาศผ่านทีวีมักยุ่งทุกที

อำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเลื่อนการปลูกข้าวออกไปเนื่องจากสถานการณ์น้ำปีนี้ที่น้อยกว่าปกติ โดยรูปแบบของมาตรการนั้นจะไม่ใช่เรื่องของการชดเชย แต่จะแยกเป็นกลุ่มๆ เช่น กลุ่มที่เกิดความเสียหายแล้ว กลุ่มที่ยังต้องการปลูกข้าวแต่ต้องเลื่อนออกไป หรือกลุ่มชาวนาที่ต้องการเปลี่ยนไปปลูกพืชประเภทอื่นที่เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและเป็นที่ต้องการของตลาด

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์