
กรีซได้ไปต่อ แต่อุปสรรคยังอีกเพียบ!
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ภายหลังการเจรจามาราธอน 17 ชั่วโมง ที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม กรีซและตัวแทนจากเจ้าหนี้สมาชิกยูโรโซนอีก 18 ชาติ ก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยกรีซยอมรับมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของฝ่ายเจ้าหนี้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ เป็นโอกาสสุดท้ายที่กรีซจะแก้วิกฤตและไม่ต้องออกจากยูโรโซน
ความคืบหน้าดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ หลังจากที่เผชิญภาวะชะงักงันมาตลอด 6 เดือน ทำให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาสดใสอีกครั้ง ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นทันทีหลังจากการบรรลุการเจรจา
เนื่องจากการบรรลุข้อตกลงระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนถือเป็นการพลิกสถานการณ์ความสุ่มเสี่ยงในการออกจากยูโรโซนของกรีซ (Grexit) รวมถึงเปิดโอกาสให้กรีซกลับมามีสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากธนาคารพาณิชย์ในกรีซต้องปิดทำการชั่วคราวมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ และมีการจำกัดการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้วันละ 60 ยูโรเท่านั้น
โดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรป ประกาศอย่างเป็นทางการว่า บรรดาผู้นำชาติยูโรโซนสามารถตกลงใน “หลักการ” ของการเจรจาเพื่อโครงการเงินช่วยเหลือ ซึ่งหมายความว่า ยูโรโซนยังคงให้การสนับสนุนกรีซ สอดรับกับด้าน ฌองโคลด์ จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ยืนยันว่ากรีซจะไม่ออกจากยูโรโซนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถบรรลุการเจรจาได้เป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนทางสำหรับการได้รับเงินกู้งวดใหม่ของกรีซยังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค
หลังจากการบรรลุข้อตกลง นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส จำเป็นต้องโน้มน้าวให้รัฐสภาตรามาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเด็นสำคัญเป็นกฎหมายให้ได้ภายในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เช่น การปฏิรูปภาษีและการปรับลดเงินบำนาญ เท่ากับว่าไซปราสมีเวลาไม่มากนักที่จะโน้มน้าวใจสภาให้คล้อยตาม
หากกรีซสามารถบรรลุเงื่อนไขข้อแรกได้ เจ้าหนี้จะปล่อยเงินฉุกเฉินจำนวนหนึ่งเท่านั้น โดย เจอโรน ดีสเซลโบลม ประธานรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซน แถลงว่า ข้อตกลงนี้รวมถึงการจัดเตรียมกองทุนให้กรีซ 5 หมื่นล้านยูโร โดย 2.5 หมื่นล้านยูโร จัดเตรียมไว้เพื่อการฟื้นฟูทุนให้แก่ธนาคารกรีซ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างปกติ
และทางฝ่ายเจ้าหนี้ยูโรโซนจะเปิดการประชุมสำหรับโครงการความช่วยเหลือทางการเงินครั้งที่ 3 มูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร หลังจากรัฐสภากรีซตรามาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งหมดเป็นกฎหมาย
ดังนั้น อุปสรรคประการแรก ของการเจรจาหนี้กรีซในครั้งนี้ คือ ไซปราสจะสามารถโน้มน้าวใจสมาชิกสภาได้อย่างไรในระยะเวลาอันสั้นมาก เนื่องจากสมาชิกสภาเสียงข้างมากตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของพรรคไซรีซา ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้
จึงถือเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับไซปราสที่จะนำเสนอมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งพูดอีกนัยหนึ่งก็เหมือนการทำให้รัดเข็มขัดทางการคลังกรีซให้แน่นขึ้นไปอีก โดยการประชุมรัฐสภากรีซก่อนหน้านี้ แม้สมาชิกสภาจะโหวตให้ไซปราสมีสิทธิในการเดินทางไปเจรจากับฝ่ายเจ้าหนี้ได้ แต่ก็มีเสียงจากสมาชิกพรรคฝ่ายไซรีซาเองที่ต่อต้านมาตรการดังกล่าว
พานาจีโอติส ลาฟาซานิส รัฐมนตรีพลังงานกรีซ ซึ่งเคยปฏิเสธการขึ้นภาษีและการลดการใช้จ่ายทางการคลัง ระบุอย่างชัดเจนว่า เจ้าตัวไม่สามารถสนับสนุนโครงการให้เงินช่วยเหลือและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้อย่างเด็ดขาด
อุปสรรคประการต่อมา คือ ถึงแม้รัฐสภากรีซจะโหวตให้มีการตรามาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นกฎหมาย แต่กรณีดังกล่าวจะเท่ากับเป็นการปิดฉากอนาคตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีไซปราสไปเลย เพราะเท่ากับว่าไซปราสทำผิดสัญญาในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเมื่อตอนหาเสียง และทำภารกิจไม่สำเร็จนั่นเอง
ไซปราสอาจถูกบังคับให้ปรับโครงสร้างคณะรัฐมนตรี หรือมิฉะนั้นอาจจะถูกบีบให้มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่อย่างเร็วที่สุดภายในช่วงเดือน ก.ย.ปีนี้ โดยก่อนหน้าการทำข้อตกลงไม่นาน พานอส สโกร์เลติส รัฐมนตรีแรงงาน ระบุว่า มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำหนดโดยฝ่ายเจ้าหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายค้าน อาจเรียกได้ว่าการจะสามารถตรามาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นกฎหมายได้ ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทั้งภาครัฐ ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ภายในปีนี้
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการประกาศใช้มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของฝ่ายเจ้าหนี้เป็นกฎหมายมาแล้ว 2 ครั้ง หลังจากเกิดวิกฤตหนี้สินในปี 2010 ได้ทำให้เศรษฐกิจกรีซหดตัวลงไปถึง 25% และส่งผลให้มีกิจการล้มละลายจำนวนมาก รวมถึงมีคนวัยหนุ่มสาวที่ต้องว่างงาน กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ชาวกรีซไม่พอใจมาตรการรัดเข็มขัดซึ่งกำหนดโดยกลุ่มเจ้าหนี้ และมีขึ้นเพื่อให้ปรับโครงสร้างให้กรีซสามารถชำระหนี้คืนได้เท่านั้น โดยไม่สนใจสภาพเศรษฐกิจของกรีซเลย
อย่างไรก็ตาม กรีซไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากเงินช่วยเหลือของกลุ่มเจ้าหนี้เช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลกรีซเป็นหนี้สูงถึง 175% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทำให้รัฐบาลกรีซไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะออกพันธบัตรได้ ขณะที่รัฐบาลมีภาระรายจ่ายเพื่อด้านประชานิยมจำนวนมาก
จึงเป็นเหตุให้กรีซพยายามที่จะหาข้อตกลงด้านหนี้กับกลุ่มเจ้าหนี้ให้ได้โดยที่กรีซไม่จำเป็นต้องชำระหนี้คืน หรือชำระให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะไม่ต้องรับมาตรการรัดเข็มขัดอีกต่อไป โดยเอาความสุ่มเสี่ยงที่กรีซต้องออกจากยูโรโซนเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจ้าหนี้กลับไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของกรีซ จนทำให้ในท้ายที่สุดโครงการเงินกู้ครั้งที่ 2 หมดอายุลง ส่วนกรีซต้องเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ทันวันที่ 30 มิ.ย.
ในการเจรจาครั้งล่าสุดนี้ เห็นได้ชัดว่ากลุ่มเจ้าหนี้ได้เตรียมการไว้แล้ว หากสถานการณ์บีบให้กรีซต้องออกจากยูโรโซนจริงๆ โดยเยอรมนีซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้นำฝ่ายหัวแข็งในการเจรจายื่นคำขาดก่อนได้รับข้อตกลงว่า ให้มีการจัดกรอบเวลาที่แน่นอนไปเลยสำหรับการออกจากยูโรโซนของกรีซ หากกรีซไม่ยอมรับข้อตกลง
ขณะที่ อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุชัดเจนว่า ทางยูโรโซนผ่อนปรนหนี้ให้กรีซ แต่จะไม่มีการตัดลดหนี้ (แฮร์คัต) ให้กรีซอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากเงินที่เยอรมนีนำไปให้กรีซกู้ถือเป็นเงินภาษีของประชาชน ซึ่งต้องถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
ทั้งนี้ มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งฝ่ายเจ้าหนี้กำลังกดดันให้กรีซตราเป็นกฎหมาย นอกจากกรีซต้องปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มและปรับลดเงินบำนาญแล้ว เจ้าหนี้ยังต้องสามารถส่งตัวแทนไปติดตามการทำงานของรัฐบาลกรีซได้ โดยสามารถเข้าถึงทุกขั้นตอนการทำงาน และมีสิทธิยับยั้งร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ยังเรียกร้องให้กรีซขายทรัพย์สินของรัฐบาล 5 หมื่นล้านยูโร ให้แก่บริษัทของทุนที่ลักเซมเบิร์กเพื่อตั้งเป็นกองทุนและขายให้เอกชนในที่สุด รวมถึงให้มีการไล่ออกเจ้าหน้าที่ผู้ต่อต้านมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินอีกด้วย
มองในอีกภาพหนึ่ง มาตรการดังกล่าวบีบกรีซเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังกระทบกระเทือนถึงอธิปไตยของกรีซอีกด้วย จึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่รัฐสภากรีซจะยอมรับ ดังนั้น ถึงแม้ว่าแม้กรีซจะบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้นกับเจ้าหนี้แล้วก็ตาม แต่หนทางสำหรับการรักษากรีซให้อยู่ในยูโรโซนต่อไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน







