
ส่งตัวอ้อ-อ้ายกลับ เกมการเมืองเขมร
8...ทีมข่าวการเมือง
กลายเป็นเงื่อนงำที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ กับท่าทีล่าสุดของประเทศกัมพูชา ด้วยการแข็งขันส่งตัว 2 ผู้ต้องหา
“อ้ออ้าย” กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยผิดฟอร์มจากที่เคยประกาศตัวยืนอยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แบบไม่สนใจท่าทีของรัฐบาลไทยในแง่คดี
“อ้ออ้าย” น.ส.วริศรียา บุญสม และนายกอบชัย บุญปลอด 2 ผู้ต้องหาจ้างวานวางระเบิดที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลบหนีไปอยู่กัมพูชา ยังออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรวบรวมข้อมูลหลักฐานขณะที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมขยายผลจัดชุดปฏิบัติการพิเศษตรวจค้นบ้านพักของทั้งสองคนเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวจำนวน 3 เครื่องของทั้งคู่ ในช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุระเบิด
แต่ประเด็นที่หลายคนสงสัยกลับกลายเป็น
“เบื้องหลัง” และเหตุผลการตัดสินใจเดินหมากตานี้ของกัมพูชา ที่เหมือนจะกลับลำหันมายืนอยู่ข้างรัฐบาลไทยเมื่อกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ระบุว่า สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายไว้ได้ที่จังหวัดเสียมเรียบ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.
พร้อมมีรายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นว่า รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจจับกุมตัวและเตรียมส่งกลับ 2 ผู้ต้องหามาให้ประเทศไทย
“แม้จะไม่มีคำขอจากรัฐบาลไทย” เพราะรัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนนโยบายต่อต้านก่อการร้าย โดยจะส่งตัวให้กับสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ในวันที่ 5 ก.ค.ทั้งหมดจึงเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ทั้งสองประเทศเคยปฏิบัติต่อกันมาตลอดช่วงเวลาปีกว่า ที่กัมพูชาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจข้อเรียกร้องของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบถึง พ.ต.ท.ทักษิณ
ในแง่ความสัมพันธ์
“ไทยกัมพูชา” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ หลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แถมเติมเชื้อด้วย “รัฐมนตรีสายล่อฟ้า” กษิต ภิรมย์ ที่ก้าวมานั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ ในวันที่ยังมีปัญหาคาใจกรณีวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ฮุนเซน แบบดุเดือดจนมาแตกหักกันแบบเด็ดขาด ถึงขั้นสั่งถอนเอกอัครราชทูตกลับประเทศเมื่อฮุนเซนแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยไม่สนใจคำทักท้วงจากรัฐบาลไทยที่อยู่ระหว่างการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดี
แถมยังเปิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาใช้พื้นที่กัมพูชาเป็นฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังจากหลายประเทศเริ่มปิดกั้นไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีทั้งคดีอาญา ตามด้วยข้อหาก่อการร้าย ใช้พื้นที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง
ด้านหนึ่งมองว่าการส่งตัวสองผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเข้ามาดำเนินคดีในประเทศไทยเที่ยวนี้ จะเป็นนิมิตหมายที่ดีกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับคืนมาเหมือนเดิม ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มแผ่ว
แต่ทว่า หลายคนยังมองว่าเรื่องนี้ไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะคลี่คลายกลับมาปรองดองกันได้
เมื่อการส่งตัว
“อ้ออ้าย” กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ “กุ้งฝอยตกปลากะพง” เพราะทั้งคู่เปรียบเป็นเพียงแค่ “เบี้ย” ในกระดาน ขณะที่ ขุน โคน เรือ ม้า ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็น กี้อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แรมโบ้สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ฯลฯ ซึ่งมีข่าวว่าหลบหนีอยู่ในกัมพูชาไม่ถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีด้วยได้ประโยชน์ในเวทีนานาชาติกับการประกาศตัวไม่สนับสนุนการก่อการร้าย และยังเป็นฝ่ายเริ่มต้นทอดสะพานประสานรอยร้าวระหว่างทั้งสองประเทศให้กลับคืนมา ทว่าอีกด้านหนึ่งยังคงรักษามิตรไมตรีกับฝั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ได้ในคราวเดียวกัน
“
ก็เป็นคำถามที่หลายคนถามอยู่ แต่อย่าเพิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร ดูตามข้อเท็จจริง” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งมองเห็นตรงนี้ยืนยันว่า ต้องปฏิบัติกันด้วยความระมัดระวัง เพราะอย่างไรเสียก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านเรื่องนี้ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มองว่า เป็นเพียงแค่การเล่นเกมของกัมพูชา เพราะแม้การจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนเนื่องจากทางกัมพูชาไม่สนับสนุนการก่อการร้าย
ทว่าเรื่องอื่นๆ กัมพูชากลับไม่ปฏิบัติตามที่บอก ไม่ว่าจะเป็นการให้ที่พักพิง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีอยู่จำนวนมากแต่กลับยังไม่ส่งตัวกลับมา ไม่ว่าจะเป็น อริสมันต์ หรือ สุภรณ์ ที่มีข่าวว่าเข้าไปทางเกาะกง
อดีตเลขาฯ สมช.ยังมองว่า การส่งตัวผู้ต้องหาสองคนนี้จึงเป็นแค่การสร้างภาพให้นานาชาติเห็นว่ากัมพูชาไม่สนับสนุนการก่อการร้าย และแสดงให้เห็นถึงการพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย แต่พฤติกรรมเหมือนกับมือถือสากปากถือศีล
เมื่ออีกด้านหนึ่ง นายกฯ ฮุนเซน กลับไม่ได้แสดงออกถึงความตั้งใจจริงให้เกิดความสัมพันธ์อันดี แต่ยังสนับสนุนให้มีการจัด
“วันแห่งความโกรธแค้น” ต้านไทยรุกราน ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ซึ่งองค์กรเอกชนกัมพูชาเป็นผู้จัดที่จะยิ่งฉุดให้เกิดความรุนแรงดังนั้น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่จะฟื้นกลับคืนมาด้วยปัจจัยจากการส่งตัวสองผู้ต้องหากลับมาจึงเป็นเรื่องยาก เพราะนายกฯ ฮุนเซน หวังเพียงแต่จะดึงจุดนี้มาเป็นประโยชน์ในเวทีนานาชาติเท่านั้น และรัฐบาลเองก็น่าจะทราบในเรื่องนี้ ไม่น่าจะทำให้อะไรผลีผลาม
ขณะที่ จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า การที่ทางกัมพูชาส่งตัวผู้ร้ายคดีวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยกลับประเทศไทยนั้น เป็นบรรยากาศที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจ การที่กัมพูชาแสดงท่าทีที่ดีก็น่าจะขอบคุณ และเป็นตัววัดว่าบรรยากาศการร่วมมือระหว่างประเทศจะดีขึ้นมากในอนาคต
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความไม่เข้าใจกันในเรื่องพรมแดน แต่ก็เป็นเพราะเรื่องนี้ไทยไม่ค่อยคุยกันเสียมากกว่า เรื่องพรมแดนนั้นเจรจากันน้อยเกินไป และมีท่าทีต่างกัน กัมพูชาใช้เวทีประชาคมโลก ในขณะที่ไทยต้องการเจรจาสองฝ่าย แต่ในเรื่องส่งตัวผู้ร้ายนี้ เมื่อทางกัมพูชาคุย ถ้าไทยจะเริ่มใช้เรื่องนี้สร้างความเข้าใจระหว่างกันก็ดี แม้ว่าเรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับปัญหาพรมแดน แต่ความสัมพันธ์ทางการทูต ถือว่าเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
ฉะนั้น การส่งตัว 2 ผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยเที่ยวนี้จึงเป็นเพียงแค่หมากตาหนึ่งในเกมการเมืองอีกฉากหนึ่งที่กัมพูชาจัดขึ้น







