
ปรองดองยกสุดท้าย ชี้ชะตาอนาคตคสช.
หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศต่อสาธารณะว่าจะทำให้สำเร็จ คือ การสร้างความปรองดองและความสามัคคี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศต่อสาธารณะว่าจะทำให้สำเร็จ คือ การสร้างความปรองดองและความสามัคคี
แต่ผ่านมาประมาณ 1 ปีกว่าๆ ดูเหมือนว่า คสช.ยังสอบผ่านด้วยคะแนนที่ไม่สวยหรูเท่าไหร่นัก เนื่องจาก คสช.สอบผ่านด้านการไม่ให้มีใครมาตั้งม็อบชุมนุมกดดันรัฐบาล แต่ในมุมหนึ่งก็ใช้อำนาจทางกฎหมายจัดการกลุ่มพลังทางการเมืองที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ คสช.อย่างเกินพอดีแบบจากเบาไปหาหนัก
ดังจะเห็นได้จากมาตรการเบาจากการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปขอความร่วมมือตามสถาบันการศึกษางดการตั้งเวทีเสวนาวิพากษ์การทำงานของ คสช. หรือการพูดถึงประชาธิปไตยในอนาคตของประเทศไทย ไปจนถึงการใช้ไม้หนักผ่านการจับกุมกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุมภายใต้ข้ออ้างว่ากลุ่มคนเหล่านี้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของ คสช.
ผลของการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นของ คสช. ด้านหนึ่งอาจนำมาซึ่งความสงบสุขบนดิน แต่ทำให้ความขัดแย้งมุ่งสู่ลงใต้ดินผ่านการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในทางลบกันอย่างรุนแรง ไม่เว้นแม้แต่การส่งผลให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “โลกล้อมไทย” แบบไม่คาดคิด
โดยเฉพาะแรงกดดันทางตรงจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เรียกร้องให้หน่วยงานของไทยปล่อยตัว 14 นักศึกษาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ คสช.เองก็แสดงออกถึงการปรับตัวให้สังคมเห็นพอสมควร ผ่านการเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.ได้มีที่ยืนในสังคม
ล่าสุด ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เตรียมเชิญ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาออกรายการเดินหน้าปฏิรูปที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
การเชิญอดีตนายกฯ ทั้งสองคนมาออกรายการทีวี จะว่าไปแล้วก็เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน
คณะกรรมการชุดนี้ได้วางเงื่อนไขสู่ความสำเร็จของการสร้างความปรองดองเอาไว้ 6 ประการ หนึ่งในนั้น คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
“ผู้นำรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นว่ามีความตั้งใจจริง หรือเจตจำนงทางการเมือง (Political will) ที่จะสร้างความปรองดองในชาติได้ ด้วยการสื่อสารถึงความเข้าใจในปัญหา เปิดกว้างรับฟังและให้ความสำคัญกับความคิดเห็นที่หลากหลายของคนในสังคมอย่างแท้จริง” สาระสำคัญของข้อเสนอจากคณะกรรมการ
การขยับของ คสช.คราวนี้เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ คสช.ค่อนข้างเข้มงวดกับการใช้พื้นที่สื่อของนักการเมืองพอสมควร เห็นได้จากการมาตรการควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน
ทว่า เวลานี้กลับเลือกที่จะเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายการเมือง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการพยายามสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดีของ คสช. หลังจาก คสช.ทำเสียของมาหลายครั้ง จนสร้างความ
สั่นคลอนต่อการทำงานของแม่น้ำ 5 สายอยู่ไม่น้อย
คสช.รู้ดีว่าการจะทำให้การเมืองเกิดความสงบต้องเริ่มจากการจัดการที่หัวขบวนก่อน จึงนำมาซึ่งการเชิญบิ๊กการเมืองมาสื่อสารกับสาธารณะ ซึ่งการประเดิมด้วย “อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์” ก็นับได้ว่าเกาถูกที่คัน เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนมีฐานมวลชนอยู่ในมือไม่น้อย
หากทั้งสองคนส่งสัญญาณในทางที่เป็นบวกกับ คสช. แน่นอนว่าย่อมช่วยให้การทำงานของ คสช.ดำเนินได้สะดวกมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ลองนึกภาพดูว่า ถ้า คสช.ยังดำเนินการไล่ปิดพื้นที่ไม่ให้ฝ่ายการเมืองมีโอกาสได้แสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ย่อมทำให้โอกาสที่การปฏิรูปประเทศและการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในความเสี่ยง และถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ย่อมเป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงให้เห็นว่า คสช.ถูกประชาชนปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
คสช.จึงเห็นว่าควรตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม โดยเปิดพื้นที่สาธารณะและเชิญสองผู้นำทางการเมืองที่ต่างมีฐานประชาชนสนับสนุนมากที่สุดในประเทศมาแสดงความคิดเห็น
การเดินหมากตานี้ของ คสช.มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการลดแรงกดดันทางการเมืองในทางอ้อม และช่วยให้ข้อครหาเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่ คสช.ถูกกล่าวหาอยู่เบาบางลง พร้อมกับเพื่อให้ คสช.มีต้นทุนในการทำงานใหญ่มากขึ้นในอนาคต
คสช.ได้นำประเทศมาสู่ครึ่งหลังของโรดแมปการปฏิรูปประเทศแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่นำประเทศไปสู่ความสงบสุขหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารความขัดแย้งและการสร้างบรรยากาศในระยะนี้ เพราะหากก้าวพลาดอีกจะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกต่อไป







