posttoday
จับตาผลโหวตกรีซ เดิมพันวิกฤตบนทาง2แพร่ง

จับตาผลโหวตกรีซ เดิมพันวิกฤตบนทาง2แพร่ง

06 กรกฎาคม 2558

ชาวกรีซ 9 ล้านคนจากทั้งหมด 11 ล้านคน ได้ออกมาตัดสินอนาคตของประเทศตนเองผ่านการลงประชามติเมื่อวานนี้ว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ”

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ชาวกรีซ 9 ล้านคนจากทั้งหมด 11 ล้านคน ได้ออกมาตัดสินอนาคตของประเทศตนเองผ่านการลงประชามติเมื่อวานนี้ว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” เงื่อนไขของโครงการเงินช่วยเหลือของกลุ่มเจ้าหนี้ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อเล็กซิสไซปราส ได้ตัดสินคืนอำนาจในการตัดสินใจให้กับชาวกรีซอีกครั้ง

กรณีดังกล่าวมีขึ้นภายหลังกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซน ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดในโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการรับเงินกู้งวดสุดท้ายกว่า 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จึงตัดสินใจระงับ “การให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องฉุกเฉิน(อีแอลเอ)” ไว้ชั่วคราว ส่งผลให้การเงินในกรีซเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก ทำให้รัฐบาลต้องประกาศให้สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดธนาคาร และเข้าควบคุมสภาพคล่องอย่างเข้มงวด โดยสามารถถอนเงินจากเอทีเอ็มได้ไม่เกิน 60 ยูโรเท่านั้น 

ในที่สุดภาวะชะงักในการเจรจาระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ยังส่งผลให้โครงการให้ความช่วยเหลือของกลุ่มเจ้าหนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยที่กรีซไม่สามารถเจรจาหาเงินกู้ก้อนใหม่ได้ นอกจากนี้กรีซยังผิดนัดชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย ในวันเดียวกัน

การลงคะแนน “รับ” หรือ “ไม่รับ” ข้อเสนอในการปฏิรูปเศรษฐกิจกับกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อแลกกับการให้เงินช่วยเหลือ จึงสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของกรีซเป็นอย่างมาก เพราะหมายถึงทางเลือกว่ากรีซจะได้รับเงินมาหมุนเศรษฐกิจต่อไป หรือจะต้องหยุดชะงักแล้วต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนในที่สุด 

ก่อนหน้านี้ ผลสำรวจล่วงหน้าของเว็บไซต์ข่าว “โปรโต เท็มมา” ในกรีซ ฉายภาพให้เห็นว่า ความเห็นต่อการลงประชามติของชาวกรีซแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายและยังคงสูสี โดยมีตอบว่า “รับ” 41.7% และโหวตว่า ไม่รับ 41.1% ขณะที่อีก 10.7% ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดเดาว่าผลการลงประชามติจะออกมาเช่นไร

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนส่วนใหญ่โหวต “รับ” ข้อเสนอในการปฏิรูปเศรษฐกิจของกลุ่มเจ้าหนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่กรีซกับฝ่ายเจ้าหนี้จะตั้งโต๊ะเจรจาครั้งใหม่ทันที เพื่อจัดเงินให้ความช่วยเหลือครั้งใหม่ โดยก่อนการหมดอายุโครงการให้เงินช่วยเหลือของกลุ่มเจ้าหนี้ไม่กี่ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีไซปราสได้ส่งจดหมายถึงฝ่ายเจ้าหนี้ยูโรโซนขอให้ออกเงินช่วยเหลือ 2.91 หมื่นล้านยูโร ตาม “กลไกเพื่อความเสถียรภาพของยุโรป (อีเอสเอ็ม)” แต่เจ้าหนี้ยังไม่ยอมเจรจาจนกว่าจะถึงการลงประชามติ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ฝ่ายเจ้าหนี้กับกรีซจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาถกกันอีกครั้ง

นอกจากนี้ อีซีบีจะยุติการระงับอีแอลเออีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารในกรีซกลับมามีสภาพคล่องอย่างเพียงพอ ยุติสภาพความวุ่นวายทางการเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ถึงกระนั้น การโหวต “รับ” ก็ไม่ได้หมายถึงการคลี่คลายสถานการณ์ทั้งหมด โดยประการแรก การโหวต “รับ” ข้อเสนอของกลุ่มเจ้าหนี้ เท่ากับว่ากรีซจะต้องรับเงื่อนไขมาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวด เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การปรับลดเงินบำนาญ

เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ ล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือ ให้กรีซมีเงินเพียงพอต่อสำหรับการชำระหนี้ โดยไม่ได้สนใจสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจของกรีซ โดยชาวกรีซได้รับประสบการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรับมาตรการรัดเข็มขัดของกลุ่มเจ้าหนี้มาแล้ว ตั้งแต่การรับโครงการให้เงินช่วยเหลือในปี 2010 โดยในปีดังกล่าวกรีซมีสัดส่วนการว่างงานในวัยหนุ่มสาวเพียง 30% เท่านั้น แต่ในปี 2014 การว่างงานในวัยหนุ่มสาวของกรีซเพิ่มขึ้นเป็น 55%

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือของทางกลุ่มเจ้าหนี้จะไม่เกิดขึ้นโดยทันทีหลังจากลงประชามติเสร็จสิ้น เนื่องจากทั้งนายกรัฐมนตรีไซปราส และ ยานิส วารูฟากิส
รัฐมนตรีคลัง ต่างประกาศไว้แล้วว่าจะลาออกทั้งคู่หากผลการลงประชามติออกมาว่า “รับ”

หมายความว่า กรีซจะต้องเสียเวลาเลือกตั้งอย่างน้อยอีก 2-3 เดือน ก่อนที่การเจรจาครั้งต่อไปจะมีขึ้น ในเวลาดังกล่าวหากกรีซยังไม่มีเงินก้อนใหม่สำหรับหมุนเวียนสภาพคล่อง กรีซจะต้องเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด

ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรีซไม่ได้อยู่ในสถานะของผู้รับเงินผ่านโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มเจ้าหนี้อีกต่อไป นับตั้งแต่โครงการดังกล่าวได้หมดอายุลงเมื่อวันที่30 มิ.ย.ที่ผ่านมา การเจรจาระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ต่อจากนี้ จึงถือเป็นการเจรจาใหม่ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะบรรลุผลการเจรจาได้สำเร็จ

ในทางกลับกัน หากชาวกรีซลงคะแนน “ไม่รับ” มากกว่า ก็จะเป็นการเปิดประตูทางออกให้กรีซออกจากยูโรโซนอย่างแน่นอน โดยสภาพความวุ่นวายทางการเงินและความขาดแคลนสภาพคล่องที่กรีซกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้จะค่อยๆ บีบให้กรีซจำเป็นต้องพิมพ์สกุลเงิน“ดรักมา” ซึ่งเป็นสกุลเงินเก่าของตนออกมาอีกครั้ง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจและการชำระหนี้ นอกจากนี้กรีซจะต้องเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยกรีซมีกำหนดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อีกหลายครั้ง ตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้

แต่ในทำนองเดียวกับการโหวต “รับ” การลงคะแนนว่า “ไม่รับ” ไม่ได้หมายความว่ากรีซจะต้องออกจากยูโรโซนโดยทันที จนกว่าภาวะขาดแคลนสภาพคล่องจะสร้างความวุ่นวายทางการเงินจนถึงขั้นวิกฤตจริงๆ ซึ่งจะเป็นการกดดันให้กรีซต้องกลับไปใช้สกุลเงินเดิม เท่ากับการออกจากยูโรโซนโดยปริยาย

การกลับไปใช้สกุลเงินดรักมาของกรีซจะทำให้เกิดความวุ่นวายในระบบเศรษฐกิจอย่างแน่นอน โดยในช่วงแรกมูลค่าเงินจะทำให้อำนาจซื้อของกรีซลดลง 30-40% เมื่อเทียบกับตอนใช้สกุลเงินยูโร เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศและภาวะขาดดุลการค้าจะทำให้สกุลเงินดรักมาอ่อนลงอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม สื่อหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่า ภาวะเงินอ่อนจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของกรีซในระยะยาว เนื่องจากจะกลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกรีซมากขึ้น โดยการท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจกรีซ มีสัดส่วนในการ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 15-20% จากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) หากกรีซโชคดี ค่าเงินดรักมาจะอยู่ในภาวะผันผวนไม่นาน ก่อนจะกลับมามีเสถียรภาพและกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจกรีซให้ดีขึ้น ขณะที่รัฐบาลจะมีอิสระในการใช้นโยบายทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีสิทธิได้อิสระในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยเองอีกด้วย

กระนั้น กรณีดังกล่าวจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อกรีซลาออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนแล้วเท่านั้น หากสถานการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดผลกระทบกับยูโรโซนไม่น้อยทีเดียว โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอีซีบี เนื่องจากอีซีบีมีพันธสัญญาที่สำคัญว่า “จะป้องกันความผันผวนของสกุลเงินยูโร”

การออกจากยูโรโซนของกรีซจะทำให้เกิดความผันผวนในสกุลเงินยูโรอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากจะไปทำให้ความเชื่อมั่นในสกุลเงินยูโรลดลง จนทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก นอกจากนี้หากกรีซผิดนัดชำระหนี้กับอีซีบี ก็เท่ากับว่าอีซีบีต้องรับหนี้เสียหลายล้านยูโรเช่นกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของค่าเงินยูโรที่อีซีบีดูแลอยู่

ประเด็นสำคัญในขณะนี้ จึงอยู่ที่ความเชื่อถือของกลุ่มยูโรโซน จะลืมไม่ได้เด็ดขาดว่าไม่ใช่กรีซประเทศเดียวที่เผชิญกับภาวะหนี้จนต้องเข้ารับโครงการให้เงินช่วยเหลือจากยูโรโซนและเข้าสู่มาตรการรัดเข็มขัดเหมือนกัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเหมือนกัน ทั้งสเปน อิตาลี ไอร์แลนด์ ฯลฯ และกรีซจะกลายเป็นตัวอย่างที่ทำให้ประเทศอื่นออกจากยูโรโซนในที่สุด

กรณีกรีซจึงอาจกลายเป็นการล้มโดมิโนตัวแรก ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วยุโรป หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการเขย่าเศรษฐกิจทั้งโลกอย่างแน่นอน เนื่องจากหากคิดรวมเศรษฐกิจของทั้งยุโรปแล้วจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของสหรัฐเสียอีก ด้วยความใหญ่โตเช่นนี้เอง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับยุโรปจึงจะส่งผลกระทบต่อทั่วโลกไม่น่าสงสัย ดังนั้น หากกรีซต้องออกจากยูโรโซนจริง จะถือเป็นความท้าทายอย่างมากว่า สหภาพยุโรป (อียู) จะสามารถควบคุมผลกระทบไม่ให้ลุกลามได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69