
กก.ปรองดองสรุปนวทางส่งสปช.6ก.ค.
คณะกรรมการปรองดองสรุปแนวทางส่งสปช.ทัน6ก.ค.นี้ พร้อมหนุนนิรโทษกรรมแต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย
คณะกรรมการปรองดองสรุปแนวทางส่งสปช.ทัน6ก.ค.นี้ พร้อมหนุนนิรโทษกรรมแต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. การประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สปช. เป็นประธาน เพื่อสรุปแนวทางสร้างความปรองดองเสนอต่อสปช. ได้แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการฯให้ความเห็นชอบแนวทางการสร้างความปรองดองตามที่คณะทำงานเสนอมา จำนวน 37 หน้า ซึ่งจะเสนอแนวทางดังกล่าวให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ได้ในวันที่ 6 ก.ค.
ทั้งนี้ เพื่อให้นำแนวทางสร้างความปรองดองไปอภิปรายในที่ประชุมสปช. หากสมาชิกให้ความเห็นชอบจะเสนอให้รัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หน่วยงานยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับทราบต่อไป ขณะนี้สังคมไทยต้องการสร้างความปรองดอง ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิรูป หรือการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย
ส่วนกรณีการจับกุม 14 นักศึกษานั้น ทางคณะกรรมการฯรู้สึกเป็นห่วงเรื่องที่เกิดขึ้น และพร้อมอาสาให้ความช่วยเหลือ หากจะให้ไปร่วมเจรจาก็ยินดี เพราะเชื่อว่า นักศึกษาบริสุทธิ์ไม่มีสีเสื้อ และพร้อมเป็นตัวกลางเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมเสนอความเห็น
ด้านนายบัณฑูร เศรษฐสิโรจน์ สปช. และคณะกรรมการศึกษาแนวทางเสริมสร้างความปรองดอง กล่าวว่า แนวทางปรองดองที่จะเสนอมี 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุความขัดแย้ง 2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบและการอภัย เช่น การนิรโทษกรรม
4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งความขัดแย้งทางสังคมที่ชัดเจนที่สุดขณะนี้ คือ กลุ่มนักศึกษาดาวดิน เท่าที่ติดตามต้นเหตุ คือ ความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มดาวดินได้พบเห็น เรื่องการเปิดสัมปทานเหมืองแร่โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน กรณีนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนออกมา ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ปรากฎ และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ขณะที่ นายภูมิ มูลศิลป์ รองคณะบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และคณะกรรมการศึกษาแนวทางเสริมสร้างความปรองดอง กล่าวว่า การนิรโทษกรรมถือเป็น 1 ใน 6 แนวทางการสร้างความปรองดองที่มีการเสนอมา โดยการนิรโทษกรรมจะอยู่ในช่วงระยะเวลาปี 2548-2557 จะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกผู้กระทำผิดเป็น 3 ประเภท
โดย 1.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง อาจทำโดยให้อัยการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง 2.ผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น ฆ่าคนตาย การมีอาวุธในครอบครอง 3.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และคดีอาญาโดยเนื้อแท้ ซึ่งในกลุ่มที่ 2 และ 3 จะต้องไปต่อสู้คดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ จนกระทั่งเมื่อรับโทษไประยะหนึ่ง ก็สามารถขอรับการอภัยโทษ
นายภูมิ กล่าวต่อว่า ส่วนการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรกระทำหลังจากที่นิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี และจะทำได้ก็ต่อเมื่อแกนนำต้องแสดงความสำนึกผิด และมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคมแล้วในระดับ รวมถึงเหยื่อต้องให้อภัย จึงจะพิจารณาว่า จะมีการนิรโทษกรรมให้หรือไม่ แต่หลักเกณฑ์การนิรโทษกรรม จะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีอาญาโดยเนื้อแท้ คดีมาตรา 112 และคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้หลังจากที่มีการนิรโทษกรรมแล้ว จะไปสู่ขั้นตอนการเยียวยาที่เท่าเทียมกันไม่ให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำ มาตรการเยียวยาจะมีทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน การสร้างอาชีพ การให้การศึกษา ตลอดจนจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง และรายชื่อบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุความขัดแย้งทั้งหมดให้สังคมทราบ ภายหลังจากที่มีการนิรโทษกรรมไปแล้ว 20 ปี ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร
อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุม ตลอดจนแกนนำผู้สั่งการ จะทำได้โดยใช้ช่องทางกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น การที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง การอภัยโทษ รวมถึงการออกกฎหมายพิเศษ เช่น สนช.ออกเป็นกฎหมาย ครม.ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือคสช.ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44
สำหรับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับสิทธิการนิรโทษกรรมหรือไม่นั้น ซึ่งกรณีพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในระดับแกนนำและผู้สั่งการ ถ้าจะนิรโทษกรรมได้ต้องเข้าสู่กระบวนการสำนึกผิดก่อน ส่วนคดีอาญาก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะพ.ต.ท.ทักษิณมีคดีติดตัวหลายเรื่อง







