
หนุนใช้ "หนังสือแสดงเจตนาฯ" ปฏิเสธการรักษาระยะสุดท้าย
ยันสิทธิตายโดยธรรมชาติเป็นสิทธิผู้ป่วย ไม่ขัดกฎหมาย จุฬาฯตื่นตัว มีแบบฟอร์มให้ผู้ป่วยกรอกเอง
ยันสิทธิตายโดยธรรมชาติเป็นสิทธิผู้ป่วย ไม่ขัดกฎหมาย จุฬาฯตื่นตัว มีแบบฟอร์มให้ผู้ป่วยกรอกเอง
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ จ.นนทบุรี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีเสวนา เจาะประเด็นครั้งที่ 3/2558 เรื่อง“ผ่าทางตัน... สิทธิการตายตามธรรมชาติ” เพื่อปลุกสังคมไทยให้เรียนรู้ ‘สิทธิการตายตามธรรมชาติ’ และเป็นประเด็นที่ต้องคุยให้สังคมไทยตระหนักมากขึ้น
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า มาตรา 12 ของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ได้บัญญัติสิทธิของบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน ซึ่งในต่างประเทศเรียกว่า Living will คือ ให้มีการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้าได้ หรือ บางครั้งเรียกว่า Advance Directives คือ การระบุแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ไว้ล่วงหน้า
นพ. อำพล กล่าวอีกว่า ในวรรคสองของมาตรา 12 กำหนดให้การทำหนังสือแสดงเจตนาเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า กฎกระทรวงชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพไม่ได้ปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่ได้รับการรักษาหรือใช้ยาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อยุติชีวิต แต่ยังให้การดูแลแบบประคับประครองจนผู้ป่วยเสียชีวิตตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีกระบวนการร่างกฎกระทรวงที่ผ่านความเห็นชอบจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
“มาตรา 12 ไม่ใช่สิทธิที่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นการเขียนเพื่อรองรับสิทธิที่มีอยู่ปกติ เพราะสิทธิการตายตามธรรมชาติ มีอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีมาตรา 12 ก็ตาม” นพ.อำพลกล่าว
นายสมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการกฎหมายอิสระ กล่าวถึง สิทธิและเสรีภาพทางกฎหมายของผู้ป่วยในวาระสุดท้าย ว่า บทบัญญัติตามมาตรา 12 เป็นการกระตุ้นคนไทยหันมาสนใจสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น แม้ว่า ไม่มีมาตรา 12 ปกติก็สามารถทำได้อยู่แล้วซึ่งได้มีกฎหมายในรัฐธรรมนูญ คือ สิทธิขั้นพื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต และเมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมา ถือว่าเป็นเครื่องตอกย้ำว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและยืนยันว่าไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย
“ผมคิดว่ากฎหมายนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยคุ้มครองบุคลาการทางการแพทย์ ว่า หากกระทำหนังสือแสดงเจตนาที่จะปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว ถ้ามีการเสียชีวิตขึ้นมา จะไม่สามารถฟ้องร้องแพทย์ได้เลย” นายสมผลกล่าว
นอกจากนี้ นายสมผล ยังกล่าวอีกว่า หนังสือแสดงเจตนาจะเขียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องเปิดเผยให้แพทย์และบุคคลใกล้ชิดได้รับรู้ และไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเขียนหนังสือแสดงเจตนา เพราะสามารถแสดงเจตนาด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การบอกญาติ การเขียนใส่สมุดบันทึก เป็นต้น
ด้าน นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว อาจารย์ประจำวิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันวงการแพทย์และพยาบาล รวมถึงผู้ป่วยและญาติ ต่างรับรู้และตื่นตัวในการแสดงเจตนาไม่รับการรักษาในวาระสุดท้ายมากขึ้น โดยรพ.จุฬาฯ มีแบบฟอร์มหนังสือแสดงเจตนาและแบบฟอร์มที่ให้ผู้ป่วยรองรับเองได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วย โดยใช้พื้นฐานเดียวกับการทำหนังสือแสดงเจตนายินยอมการรักษา ซึ่งถือเป็นการแสดงข้อมูลอย่างรอบด้านและเปิดให้ผู้ป่วยลงนามได้อย่างอิสระ
นอกจากนั้นรพ.จุฬาฯ ยังนำระบบการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) มาควบคู่ไปด้วยและจะมีการรักษาอย่างเต็มที่ ตามหลักจรรยาบรรณของแพทย์ ทั้งนี้อาจจะไม่ได้ตรงกับความต้องการของคนไข้เสมอไป และต้องพูดคุยความต้องการของคนไข้ให้มากขึ้น
นางอรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีอิสระ-ครูพิเศษในเรือนจำ กล่าวว่า หนังสือแสดงเจตนาฯ ช่วยให้เกิดความชัดเจน ทำให้การรักษาเป็นไปตามความต้องการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง แต่การใช้หนังสือแสดงเจตนาฯนั้น อาจเป็นกลิ่นอายของตะวันตก ไม่ค่อยเห็นมากนักในประเทศไทย อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมของไทยจะมีการปรึกษาหารือระหว่างคนในครอบครัว หรือการฝากฝังของผู้ป่วยมากกว่า
นางอรสม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา มีประสบการณ์ที่ได้ดูแลแม่ซึ่งป่วยในระยะสุดท้าย ว่า เห็นด้วยว่าไม่ควรยื้อชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้ายไว้ และให้เจ้าของร่างกายมีสิทธิเป็นของตัวเอง นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี และกล่าวอีกว่า ประเด็นที่ต้องคุยให้สังคมตระหนักมากขึ้น อาจไม่ใช่เพียงการทำหนังสือแสดงเจตนา แต่ต้องรวมถึงการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติที่ดีต่อเรื่องความตาย และการมีส่วนร่วมของคนในสังคมขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกัน







