posttoday
ยืนยันความเป็นกลาง ไม่สนเสียงบ่นใคร

ยืนยันความเป็นกลาง ไม่สนเสียงบ่นใคร

28 มิถุนายน 2558

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูปเฉพาะฝ่ายนักการเมืองผ่านการวางระบบการเข้าสู่อำนาจแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

ตัวอย่างของการที่ กกต.ถูกปฏิรูปคงจะหนีไม่พ้นการให้คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ซึ่งมาจากตัวแทนของข้าราชการ เพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน กกต. และให้ กกต.มีหน้าที่วินิจฉัยคดีการทุจริตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามแม้ว่าขณะนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีท่าทีแสดงออกมาว่าอาจตัด กจต.ออกไป แต่ถึงกระนั้น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ก็ยังยืนยันไม่เห็นด้วยกับการให้มี กจต.อยู่ดี และไม่อยากให้มีการนำเอาเรื่อง กจต.กลับมาอีกในอนาคต

“ถ้าให้การเลือกตั้งกลับไปอยู่ในมือของข้าราชการ เมื่อวันข้างหน้าข้าราชการไปอยู่ใต้กำกับของฝ่ายการเมือง การที่ปลัดกระทรวงเป็นคนตั้ง กจต. แน่ใจหรือว่า รัฐมนตรีที่กำกับปลัดกระทรวงจะไม่ยื่นมือมาแทรกแซง” สมชัย กล่าว

กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง วิพากษ์ว่า ข้าราชการจะสามารถวางตัวเป็นกลางได้หรือไม่ เพราะนักการเมืองท้องถิ่นมักมีอิทธิพลต่อความก้าวหน้าของข้าราชการในพื้นที่โดยตรง โดยเฉพาะยุคที่การเมืองเข้ามามีอำนาจ แม้แต่ข้าราชการระดับสูงก็อาจถูกแทรกแซงได้

“มี กจต.เป็นผลดีต่อ กกต.ด้วยซ้ำ เมื่อก่อนมีการประท้วงชุมนุมกัน บางหน่วยงานไม่ยอมให้ใช้สถานที่ แต่ถ้าใช้ข้าราชการสั่งการได้ครบ เราง่ายขึ้นด้วยซ้ำ แต่ความกังวลที่มีอยู่คือเรื่องความเป็นกลางเท่านั้น ยุคที่การเมืองเขามีอำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับ ถ้านักการเมืองใหญ่ในพื้นที่บอกไม่เอาคนนี้ เขาอยู่ได้ไหม แปลว่าในพื้นที่การเมืองมีอำนาจที่ทำให้ข้าราชการประจำทำสิ่งที่ตนเองต้องการได้”

“กจต.เป็นผลดีในเชิงเทคนิค เพราะโครงสร้างของระบบราชการสามารถจัดบุคคล อุปกรณ์ และสถานที่ในการจัดเลือกตั้งได้โดยง่ายผ่านการสั่งการจากส่วนบน แต่สิ่งที่กังวลคือความเป็นกลางของบุคคล ซึ่งท้ายสุดจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม โดยฝ่ายที่ได้เปรียบเมื่อกลับมาเป็นรัฐบาลจะเกิดปัญหาในการทุจริตอีก”

ที่สำคัญ สมชัย ไม่เชื่อสมมติฐานที่ว่า เมื่อมี กจต.จัดการเลือกตั้ง กกต.จะปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียงได้ดีขึ้น ส่งผลให้การทุจริตเลือกตั้งน้อยลง เพราะการเลือกตั้งเหมือนกับเรื่อง “โปลิศจับขโมย” ซึ่งขโมยคือฝ่ายซื้อสิทธิขายเสียงที่พัฒนาวิธีการได้ตลอดเวลา ขณะที่ กกต.ซึ่งเป็นโปลิศไล่จับขโมยไปเรื่อยๆ ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่หยุดนิ่ง ตอบไม่ได้ว่าทุจริตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ที่บอกได้ชัดเจนคือการซื้อเสียงซับซ้อนขึ้น โดยการซื้อเสียงด้วยการแจกเงินลดลง แต่การใช้อิทธิพล ทรัพยากรรัฐ และระบบราชการในการสร้างความได้เปรียบเพิ่มขึ้น

การพยายามปฏิรูป กกต. ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของ กกต.ที่ผ่านมา?สมชัย ตอบว่า “ถ้าไม่ดีไม่เหมาะสม คุณก็ใช้กลไกที่มีอยู่ในการถอดถอนเขาออกไป ไม่ใช่มาพูดว่าไม่ดี ไม่เหมาะสม เพราะมีกลไกถอดถอนได้ ผมคิดว่าชุดของเรายินดี”

รู้สึกอย่างไรที่ข้อครหาส่วนใหญ่พุ่งเป้ามาที่ตัวของอาจารย์สมชัยเป็นหลัก? สมชัย เปิดใจว่า “อาจเป็นเพราะบทบาทที่แสดงต่อสาธารณะ ซึ่งตนพูดมากกว่าคนอื่น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พูดแล้ว
กระทบกับใคร คนนั้นย่อมมีปฏิกิริยาโต้คืนกลับมา แต่สิ่งสำคัญคือการพูดบนความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด แม้จะมีคนบ่นที่เป็นคนเสียผลประโยชน์ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เฝ้าดูย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น” 

“ผมไม่ให้ความสำคัญกับเสียงบ่นไม่กี่คน แต่เขาอาจจะมีสื่อขยายจนกลายเป็นปัญหา จนสร้างความรู้สึกในเชิงชอบ บางครั้งสิ่งที่นำเสนอผมไม่ได้พูด สิ่งที่พูดนำเสนอเพียงแค่บางส่วน ท้ายที่สุดคือผมตั้งใจทำงานที่ก่อผลประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไม่สนใจเสียงพวกนี้เลย”

“ถ้าไปกลัวว่าพูดไปแล้วจะทำให้คนไม่ชอบ ก็ไม่ต้องพูดกันพอดี หลายเรื่องที่คิด ไม่ได้เข้าข้างใคร การลงมติหลายต่อหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผมเป็นคนแรกที่ลงมติให้ใบเหลืองด้วยซ้ำ อย่าไปคิด ถึงความรู้สึกของคนที่มีประโยชน์ทางการเมืองมากเกินไป คิดถึงผลประโยชน์สาธารณะดีกว่า” สมชัย ยกข้อพิสูจน์ความเป็นกลางทางการเมือง 

ช่วงท้ายสุดการสนทนา สมชัย เปรียบเทียบชีวิต กกต.กับประสบการณ์ในภาคประชาสังคมที่เคยเฝ้าจับตาการทุจริตเลือกตั้งว่า การที่ได้ยืนอยู่จุดนี้ทำให้มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งปัญหาหลายอย่างมาจากวิธีคิดของ กกต.เอง เช่น การเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตราชอาณาจักร ซึ่งวิธีคิดของ กกต.คือลดขนาดเขตเลือกตั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่เสนอให้ยกเลิก แต่ผมมาจากภาคประชาสังคม กลับมองว่าการเลือกตั้งที่ดี คือ การเลือกตั้งที่ใช้สิทธิได้มากที่สุด ไม่ว่าจะใช้สิทธิผ่านไปรษณีย์หรืออินเทอร์เน็ต ฉะนั้นการอยู่จุดนี้จนเกิดความเปลี่ยนแปลงกับการเลือกตั้งของไทยถือว่าคุ้ม  

“ผมคิดว่าผมอยู่ในสถานะที่มีโอกาสจะทำอะไรได้มากขึ้น เห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งหลายอย่าง ซึ่งผมอยู่ในฐานะที่ดึงกลับมาได้” สมชัย เปรยความภูมิใจส่วนตัว

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่