posttoday
จับตาโค้งสุดท้าย ชี้ชะตากรีซจะอยู่หรือจะไป

จับตาโค้งสุดท้าย ชี้ชะตากรีซจะอยู่หรือจะไป

24 มิถุนายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

เป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องจับตาประเด็นการเจรจาหนี้กรีซแบบไม่คลาดสายตาทีเดียว โดยในสัปดาห์นี้จะเข้าสู่การเจรจาอย่างเข้มข้น ก่อนจะถึงวันเส้นตายที่กรีซจะต้องชำระหนี้คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จำนวน 1,500 ล้านยูโร (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ซึ่งหากกรีซไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ กับกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนได้ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้กรีซได้รับเงินช่วยเหลือก้อนสุดท้ายราว 7,200 ล้านยูโร (ราว 2.72 แสนล้านบาท) กรีซจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผลักดันไปสู่สภาพผิดนัดชำระหนี้โดยทันที และกรีซอาจจะต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด

ที่ผ่านมานั้น ความขัดแย้งสำคัญที่ทำให้การเจรจาระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนทั้ง 18 ประเทศไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกรีซ ซึ่งเป็นเงื่อนไขเพื่อแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือทางการเงินจากกลุ่มเจ้าหนี้ โดยมีรายละเอียดหลายประการที่กรีซไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การตัดลดเงินบำนาญ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการขึ้นภาษีการค้า หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายด้วยท่าทีที่ “เป็นมิตร” มากขึ้น และผ่อนคลายความตึงเครียดกว่าเดิม พร้อมปูทางสำหรับการเจรจาใน
ขั้นตอนต่อไป และภายหลังจากการประชุมระหว่างกรีซกับฝ่ายยูโรโซน ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ยูโรโซนให้เวลากรีซ 48 ชั่วโมง สำหรับการปลดล็อกการเจรจาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 เดือน

จุดเปลี่ยนสำคัญคือฝ่ายกรีซยอมถอยจากจุดยืน ด้วยการใส่ประเด็นการปรับแก้เรื่องเงินบำนาญและเป้าหมายด้านงบประมาณไปในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจด้วย ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายยูโรโซนแสดงความพอใจอย่างยิ่งในการประชุมเพื่อพิจารณาแผนดังกล่าว และส่งสัญญาณบวกสำหรับการเจรจา

ยืนยันได้จากท่าทีของ ฌอง เคลาด์จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป(อีซี) ซึ่งกล่าวภายหลังการประชุมว่า เชื่อว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจุงเกอร์ถือว่าเป็นบุคคลระดับสูงของยุโรปที่มีท่าทีไม่พอใจต่อกรีซอย่างชัดเจนมาก่อนหน้านี้ ถึงขนาดตัดสายนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซทีเดียว พร้อมระบุว่า “ไม่มีอะไรต้องหารืออีกต่อไป” หลังการเจรจาล้มไม่เป็นท่าเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

แต่กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีประเด็นการหารือบางอย่างที่จำเป็นต่อการบรรลุข้อตกลง ทว่าทั้งสองฝ่ายยังคงไม่สามารถหาจุดยืนร่วมกันในประเด็นดังกล่าวได้ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นนี้

กรีซยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปแตะเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของการปฏิรูปที่ฝ่ายเจ้าหนี้เรียกร้องมาโดยตลอด เพื่อสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลกรีซให้หลุดพ้นจากภาวะการขาดดุลงบประมาณ และมีเงินเพียงพอสำหรับการชำระหนี้คืน

ขณะเดียวกัน แม้ฝ่ายยูโรโซนจะแสดงความพอใจบ้างในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับล่าสุดที่กรีซเสนอขึ้น แต่ยังคงยืนยันว่าจะต้องมีการถกประเด็นกันในรายละเอียดอีกที โดยประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่เจรจา ที่ถึงแม้จะแสดงความมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายกำลังมุ่งหน้าสู่การเจรจาอย่างแน่นอน แต่ยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก

ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กล่าวถึงแผนการปฏิรูปของกรีซว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการหารือต่อไปเท่านั้น และยังเสริมว่าทั้งสองฝ่ายต้องเร่งทำงานอย่างหนัก 

ต้องยอมรับว่าฝ่ายกรีซค่อนข้างอึดอัดที่จะทำตามข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลพรรคไซรีซาให้คำสัญญากับประชาชนว่าจะนำกรีซออกมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเป็นมาตรการที่จะทำให้กรีซมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการชำระหนี้คืนแก่กลุ่มเจ้าหนี้ แต่กลับทำให้สภาพเศรษฐกิจกรีซไม่เติบโต ส่งผลให้มีแรงงานวัยหนุ่มสาวว่างงานจำนวนมาก โดยอัตราว่างงานของกรีซอยู่สูงถึงราว 25% ในปัจจุบัน

จึงถือเป็นเรื่องน่าเห็นใจกรีซเช่นกัน เพราะกรีซต้องทนอยู่ในภาวะดังกล่าวมาแล้วถึง 5 ปี นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตหนี้กรีซในปี 2009 มิหนำซ้ำกรีซยังมีระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 175% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่รัฐบาลกรีซขาดดุลงบประมาณสูงถึง 12.5% ของจีดีพีในปี 2010 ซึ่งเกินกว่าเพดานของกลุ่มยูโรโซนซึ่งกำหนดให้ไม่เกิน 3% ของจีดีพีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากกรีซไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากยูโรโซนก็จะทำให้กรีซต้องเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด ซึ่งอาจส่งผลให้กรีซต้องออกจากยูโรโซนและสถานการณ์แย่กว่าการต้องรับมาตรการรัดเข็มขัดก็เป็นได้ ดังนั้นสถานการณ์ในขณะนี้จึงเท่ากับว่ากรีซต้องยอมปฏิรูปเศรษฐกิจตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเจ้าหนี้เท่านั้น 

ทั้งนี้ เดอะ เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานว่า กรีซมีท่าทีต่อข้อเสนอด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจในแต่ละด้านไม่เหมือนกัน โดยประเด็นที่กรีซยอมรับได้มากที่สุดคือการกำหนดเป้าหมายงบประมาณเกินดุลของรัฐบาล โดยไซปราสเสนอให้ปีนี้มีสัดส่วนงบประมาณเกินดุล 1% แล้วจะเพิ่มเป็น2% ในปีหน้า และเพิ่มเป็น 3% ในปี 2017 ในที่สุด 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ฝ่ายยูโรโซนคิดว่าการจะทำให้กรีซบรรลุเป้าหมายเกินดุลดังกล่าวได้ กรีซจะต้องปรับแก้นโยบาย 2 ประการ ได้แก่ เงินบำนาญ และการเก็บภาษีการค้า โดยฝ่ายยุโรปต้องการให้กรีซลดการจ่ายเงินบำนาญสำหรับผู้เกษียณก่อนกำหนดในปีนี้ 60 ล้านยูโร และในปีหน้าอีก 30 ล้านยูโร

นอกจากนี้ ยูโรโซนยังต้องการให้กรีซเพิ่มการเก็บภาษีการค้าเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล รวมถึงภาษีเงินได้และภาษีนิติบุคคลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กรีซกลับมีจุดยืนในประเด็นดังกล่าวแตกต่างจากกลุ่มเจ้าหนี้ และไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ก่อนหน้านี้การเจรจาหนี้กรีซที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 เดือนส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่า หากกรีซผิดนัดชำระหนี้ก็จะทำให้กรีซต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด และกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความผันผวนในสกุลเงินยูโรและจะสร้างความวุ่นวายให้กับตลาดการเงินทั้งโลก

ดังนั้น หากการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายบรรลุผล ก็จะส่งผลให้กรีซไม่ต้องออกจากยูโรโซนและสถานการณ์ในโลกการเงินจะกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหากกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้ กรีซจะไม่สามารถชำระเงินให้แก่ไอเอ็มเอฟและเจ้าหนี้รายอื่นได้อีก ส่งผลให้กรีซอยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้แล้วจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนในที่สุด ซึ่งหมายความว่าตลาดการเงินทั่วโลกจะเกิดความผันผวนอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กลุ่มเจ้าหนี้ให้เวลากรีซอีก 48 ชั่วโมงในการดำเนินการต่างๆ เพื่อโน้มน้าวให้กลุ่มเจ้าหนี้ยอมรับแผนปฏิรูปให้ได้ นับตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันอังคารที่ผ่านมา ดังนั้นจึงหมายความว่าในช่วงเที่ยงของวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ จะเป็นจุดชี้ชะตาว่ากรีซจะอยู่หรือจะไปจากยูโรโซน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69