
ตรวจเรือกระตักทำประมงในอ.สิชลพบถูกกฎหมาย
กรมประมงตรวจสอบเรือเข้าทำประมงปลากระตักในพื้นที่ อ.สิชล พบดำเนินการถูกกฎหมาย หลังมีผู้ร้องเรียน
กรมประมงตรวจสอบเรือเข้าทำประมงปลากระตักในพื้นที่ อ.สิชล พบดำเนินการถูกกฎหมาย หลังมีผู้ร้องเรียน
นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมประมงได้เร่งเข้าตรวจสอบข้อเท็จริงกรณีเรือประมงปลากระตักที่อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาว่า สามารถทำประมงได้หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือประมงอวนล้อมจับปลากระตักที่มีขนาดช่องตาอวนไม่เล็กกว่า 0.6 เซนติเมตร ตามที่กฎหมายกำหนดโดยจัดเป็นกลุ่มประเภทเครื่องมืออวนล้อมจับที่สามารถทำการประมงได้ในเวลากลางวันภายใต้ข้อกฎหมายที่กำหนด อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 (2)แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ เรื่องกำหนดให้ใช้เครื่องมือทำการประมงอย่างหนึ่งอย่างใดในที่จับสัตว์น้ำ และ เรื่อง กำหนดขนาดช่องตาอวนในการทำการประมงปลากะตัก ซึ่งมีข้อกำหนดให้
เรือประมงอวนล้อมปลากระตัก สามารถทำการประมงในทะเลบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ได้ในเวลากลางวัน ซึ่งเรือประมงลำดังกล่าวมีการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีใบอนุญาตทำการประมง จึงสามารถทำการประมงได้
นอกจากนี้ยังได้มีการติดตามตรวจดูการเข้ามาทำการประมงของเรืออวนล้อมจับปลากะตักในเวลากลางวันบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราชและได้ตรวจสอบข้อมูลกับศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมงพบมีเรืออวนล้อมปลากระตักจากพื้นที่อื่นๆเข้ามาทำประมงในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 5 ลำซึ่งเรือทุกลำมีเอกสารถูกต้องตรงกับความจริง
อย่างไรก็ตามชาวประมงในพื้นที่ยังต้องการที่จะให้มีการห้ามเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่เข้ามาทำการประมงตามแนวชายฝั่งโดยเฉพาะระหว่างฝั่งกับพื้นที่ทะเลที่ได้มีการวางปะการังเทียมเพื่อกันพื้นที่ไว้สำหรับกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กซึ่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยบริหารจัดการทะเลเกาะถ้ำ กรมประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแกนนำกลุ่มชาวบ้าน ในประเด็นข้อกฎหมายและวิธีดำเนินการเพื่อการกำหนดเป็นมาตรการให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายในโอกาสต่อไป
แต่ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือจากกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องมืออวนล้อมจับที่ไม่มีมาตรการห้ามพื้นที่ทำการประมงตามกฎหมายนั้นให้ออกไปทำการประมงนอกแนวชายฝั่งเพื่อเป็นการลดปัญหาความขัดแย้งจากการทำประมง







