
แยกแยะให้ชัดเจน
มาตรการเยียวยาของรัฐบาลกำลังมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ที่ถูกวางเพลิงในช่วงชุมนุมทางการเมืองเดือน พ.ค. 2553
บริษัทประกันยกเหตุผลว่า รัฐบาลได้ประกาศต่อสาธารณชนทั้งไทยและต่างประเทศว่า มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในม็อบเสื้อแดง ทำให้กรมธรรม์อัคคีภัยที่ผู้ประกอบการทำไว้ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับการชดเชยค่าเสียหาย
แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณให้บริษัทประกันภัยแยกแยะข้อเท็จจริงและมีการผ่อนปรน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากบริษัทประกันเท่าไรนัก เนื่องจากส่วนใหญ่มีการส่งเบี้ยต่อไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ
มีข้อเสนอและทางออกมากมายจากทั้งผู้ประกอบการและบริษัทประกันภัย เช่น การตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้น หรือนำระบบอนุญาโตตุลาการมาใช้ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวกลางในการพิจารณาเป็นรายกรณีว่าจุดใดเป็นการก่อการร้าย และจุดใดเป็นการใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมเท่านั้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าผลพวงจากการแก้ปัญหาทางการเมืองของรัฐบาลจะกลายเป็นบ่วงที่ย้อนกลับมารัดคอ โดยเฉพาะการตีขลุมว่ากระบวนการเรียกร้องทางการเมืองของคนเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. เป็นการก่อการร้ายไปทั้งหมด
รัฐบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควรแยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการกระทำลักษณะใดเป็นการก่อการร้าย เช่น บุคคลมีอาวุธครบมือที่อยู่ในชุดดำ รวมถึงบรรดาการ์ดเสื้อแดงที่ใช้ความรุนแรงทำลายทรัพย์สินราชการและระบบขนส่งมวลชนเป็นผู้ก่อการร้าย
ขณะที่ความเสียหายอีกส่วนที่เกิดจากการต่อต้านรัฐบาล นำไปสู่การเผาธนาคาร รถยนต์ อาคารบ้านเรือนต่างๆ ศาลากลางจังหวัด และการปล้นสะดมร้านสะดวกซื้อนั้นอาจไม่ใช่การก่อการร้ายไปทั้งหมด
การจัดทำรายละเอียดที่ชัดเจนจะทำให้รัฐบาลได้รับการยอมรับจากนานาชาติที่กำลังจับตาอยู่ขณะนี้ และทำให้กระบวนการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทำได้เร็วขึ้น ดีกว่าการใช้ไม้แข็งต่อสู้ทางกฎหมายกับบริษัทประกันภัยเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นศาลจะต้องใช้เวลานานถึง 78 ปี ซึ่งผู้ประกอบการที่สายป่านสั้นคงไม่สามารถกัดฟันต่อสู้ยาวนานถึงขนาดนั้นได้
อีกประเด็นที่รัฐบาลต้องระวังคือ ข้อครหาเรื่องการแทรกแซงการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมของบริษัทประกันภัย เพราะข้อพิพาททั้งหมดนี้ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะในประเทศไทยนั้น ยังเกี่ยวโยงกับบริษัทประกันในต่างประเทศด้วย
ถ้ารัฐบาลกระทำการที่ไม่ชอบธรรม อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติตื่นตระหนกและมีการฟ้องร้องทางกฎหมายระดับสากลตามมา ที่สำคัญคือ รัฐบาลอาจเสียความน่าเชื่อถือในสถานการณ์ที่ต้องการฟื้นความเชื่อมั่นไปโดยปริยาย







