posttoday
ชีวิตบนเรือ

ชีวิตบนเรือ

13 มิถุนายน 2558

“ผมจะขยันทำงานหาเงิน และจะส่งเงินมาให้ที่บ้านเร็วที่สุด พี่สาม...ฝากดูแลแม่ด้วยนะครับ”

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

“ผมจะขยันทำงานหาเงิน และจะส่งเงินมาให้ที่บ้านเร็วที่สุด พี่สาม...ฝากดูแลแม่ด้วยนะครับ” ประโยคหลังผมหันไปพูดกับพี่ชายซึ่งอยู่เป็นเพื่อนจนกระทั่งถึงเวลาที่เรือจะออกจากท่า ขณะนั้นท้องฟ้าที่มัวซัวไปด้วยเมฆฝนเริ่มโปรยปรายเม็ดฝนลงมาบางๆ เราจากกันด้วยเม็ดฝนและหยาดน้ำตา ในตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเป็นลางดีหรือร้าย รู้อย่างเดียวว่าจะต้องไปหาอนาคตให้กับชีวิต

ในขณะที่เรือโดยสารขนาดใหญ่แล่นออกจากท่าเป็นเวลาที่ฝนตกหนาเม็ดขึ้น ผมมองเห็นฝั่งของผืนแผ่นดินจีนห่างไกลออกไปทีละน้อย ภาพของพี่สามค่อยๆ เลือนไปกับม่านฝนและม่านน้ำตาที่พรั่งพรู

ผมใจหายที่ต้องจากบ้านเกิด และต้องไปเผชิญชีวิตในโลกกว้างเพียงลำพัง โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเจอะเจอสิ่งใดบ้าง แต่ผมไม่นึกหวั่นกลัวใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะผมกำลังจะเดินทางไปสู่ประเทศไทย ในใจผมเต็มไปด้วยความหวังว่าที่นั่นจะทำให้ชีวิตผมเจริญรุ่งเรือง ประสบโชคดี ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่า

ผมจะต้องรวยให้ได้!!

กว่า 3,800 ชีวิตโดยสารมาบนเรือยักษ์ชื่อกุ้ยเอียง ผมจำได้ดีว่าวันนั้นคือวันที่ 13 ต.ค. 2488 (ค.ศ. 1945) เป็นวันที่ผมทั้งตื่นเต้น ดีใจ และเศร้าใจ หลากหลายอารมณ์ปะปนกันไปหมด เพราะผมต้องเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิต ไปในสถานที่ที่ผมไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น

หากเปรียบไปแล้ว ผมเหมือนลูกนกที่พลัดรัง ตัวคนเดียว เดินทางมาตามลำพัง จะมีก็แต่เสียงสะอื้นในอก และคำถามที่ผมเฝ้าขบคิดว่า “ผมจะทำได้อย่างที่ฝันหรือเปล่า และหากไม่ได้ ผมจะอยู่อย่างไร”

ผมคิดวุ่นวายอบู่คนเดียว เรือแล่นออกห่างจากท่าเรือเมืองซัวเถามากขึ้นทุกที ในช่วงนี้ ผมสังเกตเห็นว่า คนส่วนใหญ่มีกระเป๋าใส่สัมภาระติดตัวกันมามากบ้างน้อยบ้าง ต่างจับกระเป๋าของตัวเองไว้เพื่อกันการสูญหายหรือหยิบผิด

แต่สำหรับผม เป็นคนที่ไม่มีห่วงอะไรเลย เพราะผมไม่มีกระเป๋า เสื่อผืนหมอนใบก็ไม่มี ผมมีแค่เสื้อกับกางเกงเก่าๆ ที่ใส่ติดตัวมา แม้แต่รองเท้าผมก็ไม่มีใส่ ผมดูจะแย่กว่าเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ

นี่คือการเริ่มต้นของชีวิตไกลบ้าน แต่ละวันในเรือผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย อยากให้ถึงที่หมายโดยเร็ว แต่ละคนนั่งจับเจ่าหลับๆ ตื่นๆ ทำอะไรไม่ได้ถนัดนัก เพราะต่างอยู่ในพื้นที่จำกัดและแออัดจนแทบหาที่กระดิกตัวไปไหนไม่ได้

จำนวนคนที่เพียบแปล้บนลำเรือบ่งบอกถึงความแร้นแค้นของแผ่นดินจีน หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบได้แค่ 2 เดือนได้เป็นอย่างดี ผู้คนต้องดิ้นรนหนีชีวิตที่กินอยู่ลำบาก มุ่งไปในที่ที่คิดว่าจะดีกว่า

จำนวนผู้โดยสารราว 95% ของเรือกุ้ยเอียงล้วนแต่เป็นคนจนๆ ส่วนที่เหลือเพียงน้อยนิด เป็นพวกอพยพที่มีเงินทองมากพอจะโดยสารเรือในห้องพิเศษสุด หรือห้องที่ดีที่สุดประจำเรือ ซึ่งเรียกกันว่า “หม่าลีฝอง”

ห้องพักแบบหม่าลีฝองเป็นห้องนอนงดงาม มีเตียงนอนอ่อนนุ่มให้ได้เอนร่าง แต่สำหรับผู้โดยสารระดับล่างอย่างผมนั้น ไม่ต้องไปมองหาเตียงให้ยาก แค่มีพื้นเรือซุกหัวนอนได้ก็ถือว่าหรูแล้ว

หลังจากที่นั่งเมื่อยอยู่บนเรือมาทั้งวัน เวลาอ่อนเพลียผมจะล้มตัวลงนอนไปบนพื้นเรือ ไม่มีเสื่อ ไม่มีหมอน บรรดาผู้โดยสารจนๆ ก็ต้องอดทนกันต่อไป

เรื่องอาหารการกินบนเรือ ทางบริษัทเรือจัดอาหารให้วันละ 2 มื้อ คือ มื้อ 4 โมงเช้าและมื้อ 4 โมงเย็น ถ้าใครมีเงินก็สามารถซื้ออาหารจากร้านขายบนเรือได้ ซึ่งมีราว 10 ร้านค้า

สำหรับผมกินแค่ที่บริษัทเรือจัดให้อย่างเดียว เพราะผมไม่มีเงินเลยแม้แต่เหรียญเดียว

เมื่อถึงเวลาอาหาร ทางเรือจะเทข้าวสุกร้อนๆ กองไว้ เนื่องจากข้าวมีไม่ค่อยพอกับผู้โดยสาร จึงทำให้ทุกคนต้องแย่งชิงกันวิ่งไปหยิบจานแล้วตักข้าว จนทำให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจผมมาก เพราะมีเด็กผู้ชายราว 12 ขวบวิ่งเข้าไปตักข้าวที่กองไว้ แล้วถูกคนข้างหลังกระแทก ทำให้คนที่รอตักข้าวล้มทับต่อๆ กัน บนกองข้าวสุกร้อนๆ

กว่าจะนำเด็กออกมาได้ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา พ่อแม่เด็กร้องไห้สะอื้นดังไปทั่วลำเรือ เป็นที่สะเทือนใจยิ่งนัก

เมื่อตักข้าวมาได้ก็ต้องเดินเบียดไปเข้าคิวรอให้ทางโรงครัวประจำเรือเป็นผู้ตักกับข้าวราดมาบนจานข้าว พวกเราทุกคนไม่มีสิทธิเลือกอาหารอะไรทั้งนั้น เขาจัดอะไรให้กินก็ต้องรีบเบียดเสียดไปเอามากินกันด้วยความหิวโหย อาหารส่วนใหญ่หนักไปทางผัดผักบุ้ง หรือไม่ก็ผัดฟัก หรือฟักต้มจืด บางวันก็สลับเอาหัวไช้เท้ามาทำอาหาร

กว่าจะเบียดเสียดไปรับอาหารมาได้ต้องใช้ความอดทน พอได้มาก็รีบๆ กินให้อิ่มท้อง แล้วนำจานชามไปวางในถังที่ทางเรือจัดไว้

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ