
'กาแฟมูลช้าง'สร้างรายได้ชุมชนไทย
พื้นที่ทางตอนเหนือของไทยนอกจากจะเป็นแหล่งปลูกชาแล้ว ยังเป็นแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟอีกด้วย แต่ไม่ใช่เมล็ดกาแฟธรรมดาอย่างที่เห็นทั่วไปตามท้องตลาด แต่คือกาแฟขี้ช้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีราคาแพงที่สุดในโลกเลยทีเดียว
พื้นที่ทางตอนเหนือของไทยนอกจากจะเป็นแหล่งปลูกชาแล้ว ยังเป็นแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟอีกด้วย แต่ไม่ใช่เมล็ดกาแฟธรรมดาอย่างที่เห็นทั่วไปตามท้องตลาด แต่คือกาแฟขี้ช้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีราคาแพงที่สุดในโลกเลยทีเดียว
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า กาแฟขี้ช้างมีราคาประมาณ 1,880 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม (ราว 6.3 หมื่นบาท/กิโลกรัม) หรือคิดเป็น 13 เหรียญสหรัฐ/กาแฟขนาดถ้วยเอสเปรสโซ่ โดยกาแฟดังกล่าววางขายในโรงแรมหรูของเอเชีย ทั้งไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง
เบลก ดินกิน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ แบล็ก ไอวอรี่ คอฟฟี่ เปิดเผยว่า กาแฟขี้ช้างนั้นจะอาศัยกระบวนการย่อยอาหารผ่านทางเดินอาหารของช้างเพื่อผลิตกาแฟให้ได้คุณภาพเยี่ยมออกมา ซึ่งเป็นกระบวนการเช่นเดียวกับกาแฟขี้ชะมด
ก่อนหน้านี้ ดินกินเคยคิดที่จะผลิตกาแฟจากขี้ชะมด แต่กาแฟที่ได้นั้นมีคุณภาพแย่ แม้ว่าความต้องการบริโภคกาแฟชนิดนี้จะมีสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
นอกจากนี้ ดินกินยังเห็นว่า กระบวนการผลิตกาแฟขี้ชะมด ต้องขังชะมดและบังคับให้กินเมล็ดกาแฟ จึงเป็นการทารุณกรรมสัตว์และทำลายสิ่งแวดล้อม ในขณะที่สัตว์อื่นๆ ก็กินเมล็ดกาแฟเป็นอาหารเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความแห้งแล้ง
หลังจากนั้น ดินกินจึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิช่วยช้างไทยที่ทำงานช่วยช้างจากการตกเป็นเหยื่อของการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ และจัดตั้งธุรกิจอย่างถูกกฎหมายขึ้นที่ภาคเหนือของไทยใกล้กับชายแดนเมียนมาและลาว โดยในกระบวนการผลิตกาแฟขี้ช้างไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นกาแฟดังกล่าวจึงหายาก ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะเดียวกัน รายได้จากการขาย 8% จะบริจาคให้กับมูลนิธิช่วยช้างเพื่อช่วยเหลือสัตว์ต่อไป
กระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟดังกล่าวซึ่งใช้เวลาถึง 9 ปีในการพัฒนา เริ่มต้นจากการให้ช้างกินเมล็ดกาแฟเข้าไป ก่อนรอเก็บเมล็ดกาแฟที่ออกมาพร้อมกับมูลของช้าง และนำไปล้างและตากแดดเช่นเดียวกับการตากกล้วย อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวกินเวลามากกว่า 17 ชั่วโมง เนื่องจากช้างใช้เวลาในการย่อยอาหารนาน
ดังนั้น กระบวนต่างๆ ดังกล่าวจึงต้องอาศัยพนักงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นคนท้องถิ่น จึงเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นของไทยอีกด้วย เช่นเดียวกับควาญช้างและครอบครัวที่ได้รับค่าจ้างจากดินกินอีกด้วย
ด้าน จอห์น โรเบิร์ต ผู้อำนวยการมูลนิธิช้างที่ร่วมมือกับธุรกิจดังกล่าว เปิดเผยว่า เมล็ดกาแฟไม่ส่งผลต่อสุขภาพของช้าง เนื่องจากสารกาเฟอีนจะไม่สลายตัวจากเมล็ดกาแฟจนกว่าเมล็ดกาแฟจะถูกต้มให้เดือด
ทั้งนี้ กาแฟดังกล่าวยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก อย่างไรก็ตาม การใช้ช้างไทยในกระบวนการผลิตก็เป็นจุดขายดึงดูดลูกค้าได้แล้ว







