
จะอยู่หรือจะไป
กลายเป็นประเด็นการเมืองร้อนแรงขึ้นมาในทันที เมื่อมีผู้เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก 2 ปี และนายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะอยู่ทำงานต่อ แต่ต้องอยู่อย่างชอบธรรม ทุกคนต้องช่วยกันทำให้ปลอดแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
กลายเป็นประเด็นการเมืองร้อนแรงขึ้นมาในทันที เมื่อมีผู้เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก 2 ปี และนายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะอยู่ทำงานต่อ แต่ต้องอยู่อย่างชอบธรรม ทุกคนต้องช่วยกันทำให้ปลอดแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
หลังจากนั้นก็มีการเสนอให้มีการทำประชามติ เพื่อให้เกิดความชอบธรรม โดยอาจทำพร้อมกับประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
มีโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ปรากฏว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ผมคิดว่าถ้าไปถามนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเดิม ผลที่ได้คงจะตรงกันข้าม เพราะถึงไม่ถาม ก็เห็นเรียงหน้าออกมาค้านแล้วหลายคน
ผมติดตามข่าวแล้วอดไม่ไหว ต้องขอแจมด้วยคน
ก่อนอื่นต้องบอกว่า หากจะเดินหน้าตามแนวคิดนี้ ก็อาจจะต้องมีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญใหม่ให้ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย หรือมิฉะนั้นก็ต้องเลื่อนวันที่รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ออกไป แล้วใช้อำนาจอื่นที่ คสช.มีรองรับ
ผมมีข้อเสนอที่อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องพิจารณา เพราะเชื่อว่าน่าจะได้ผลมากกว่า มีความชอบธรรมมากกว่า รวมทั้งมีเหตุให้ฝ่ายต่อต้านนำไปใช้ปลุกระดมได้น้อยกว่า ดังนี้ให้มีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง 1 ครั้ง วาระ 4-6 ปี ในที่นี้ขอสมมติว่าเป็น 6 ปีก็แล้วกันนะครับ
ให้ สนช.ชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยยังไม่ต้องมีการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกจะทำเมื่อครบ 2 ปี โดยให้มี สส.จากการเลือกตั้งเท่ากับครึ่งสภา เข้ามาแทนที่สมาชิก สนช.กึ่งหนึ่งที่จับสลากออก ที่เหลือจะหมดวาระเมื่อครบ 6 ปี พร้อมกับ สส.จากการเลือกตั้งชุดแรกที่ครบวาระ 4 ปี ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งตรงก็ครบวาระเช่นกัน หลังจากนั้นจึงเลือกตั้งแบบเต็มสภา เสร็จแล้วจึงจัดตั้งรัฐบาลตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป
ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาล คงต้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงสมัครด้วย พร้อมกับเปิดโอกาสให้ตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเดิม รวมทั้งผู้มีจิตอาสาอื่นๆ ลงแข่งขัน
สำหรับหลักการและเหตุผลของข้อเสนอของผมมีดังนี้
หนึ่ง เวลา 2 ปีน้อยเกินไป ไหนๆ จะอยู่ต่อแล้วอย่างน้อยก็ควรจะ 4 ปี แต่ถ้าจะให้ดีต้อง 6 ปี ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ เพราะการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ผมไม่อยากให้เกิดปัญหางานยังไม่เสร็จหมดเวลาเสียก่อน
นอกจากนี้ หากอยู่ต่อเพียง 2 ปี กลุ่มนักเลือกตั้งเดิมคงไม่ยอมเลิกราหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพราะคิดว่าไม่นานเกินรอก็จะสามารถกลับมาแสวงหาผลประโยชน์ได้อีกกลุ่มข้าราชการประจำก็เช่นกัน หากคิดว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่นาน โอกาสที่จะให้ความร่วมมือเต็มที่ก็น้อยลง เพียงลูบหน้าปะจมูกเพื่อซื้อเวลา รอจนกว่ากลุ่มนักเลือกตั้งจะกลับมาเป็นใหญ่และเรียกใช้บริการ
สอง การเลือกตั้งจะมีความชอบธรรมมากกว่าการลงประชามติ เพราะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายลงสมัคร เมื่อชนะก็จะได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ช่วยให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ โอกาสที่จะถูกต่อต้านมีน้อยลง ฝ่ายที่ออกมาต่อต้านจะกลายเป็นขี้แพ้ชวนตี
จะให้ดียิ่งขึ้น ระหว่างเลือกตั้งให้เชิญชวนองค์การระหว่างประเทศส่งทีมเข้ามาสังเกตการณ์ จะได้ประจักษ์ว่าเราให้สิทธิประชาชนไม่แพ้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ และผู้ชนะไม่ได้โกงการเลือกตั้ง
สาม การเลื่อนเวลาเลือกตั้งทั่วไป หรือเลือกตั้ง สส.ออกไปจะมีผลค่อนข้างน้อย เพราะน้ำหนักจะไปอยู่ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่า เรื่องที่จะถูกกล่าวหาว่ายังเป็นเผด็จการทหารจะมีน้อยลง
เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องที่อยู่ในใจผมมานาน และเชื่อว่าหลายคนก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เพียงแต่น้ำท่วมปากพูดไม่ออกเท่านั้น
เรามีประชาธิปไตยมากว่า 80 ปี เริ่มจากประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ คือ กองทัพมีบทบาทสูง ผู้นำรัฐบาลมักต้องมียศนายพลนำหน้า มาเป็นประชาธิปไตยแบบเต็มใบมากขึ้น หัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็นพลเรือนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนเต็มตัว และบางครั้งเป็นฝ่ายกลับไปแทรกแซงกองทัพ
แต่ทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมทำให้ประชาธิปไตยไปไม่รอด และในที่สุดก็ถึงทางตัน กองทัพต้องกลับมาแทรกแซงโดยการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วร่างใหม่โดยแทรกการปฏิรูปเข้าไปด้วย ทำให้เกิดความหวังว่าจะเป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย ต่อไปจะไม่มีอีก
แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม นอกจากวงจรอุบาทว์จะไม่ถูกทำลายแล้ว แต่ละรอบการโกงกินจะแผ่กระจายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น มูมมามกันมากขึ้น จากไม่กี่เปอร์เซ็นต์เป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จากไม่กี่ล้านบาทเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท จากไม่กี่หน่วยงานราชการเป็นแทบทุกกระทรวง ทบวง กรม กัดกร่อนเศรษฐกิจและสังคมจนตกอยู่ในสภาพเจ็บป่วยเรื้อรังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หลายคนเริ่มเป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย ไม่ว่า คสช. สนช. สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะอวดอ้างว่าได้ปฏิรูปแล้วอย่างไร แต่ถ้าอำนาจทางการเมืองหลังเลือกตั้งยังอยู่ในมือกลุ่มนักเลือกตั้งหน้าเดิมๆ อนาคตของประเทศก็จะยังคงมืดมนตามเดิม หรืออาจจะยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ผมต้องยอมรับว่าผมไม่เคยศรัทธาระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบเดิมที่เรามี เพราะเห็นได้ชัดว่าอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็น 2 ใน 3 อำนาจหลักในการปกครองประเทศ ถูกครอบงำโดยกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนดี
ในการปฏิรูปการเมือง แทนที่จะถกเถียงกันว่าจะมีระบบบัญชีรายชื่อหรือไม่ หรือ สส.ต้องสังกัดพรรคหรือไม่ เราควรให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองตรวจสอบเพื่อไม่ให้คนไม่ดีลงสมัครมากกว่า
ผมรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ข่าว พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่ายินดีจะอยู่ต่อ แล้วก็รู้สึกใจหายเมื่อมีข่าวว่าท่านอาจจะขอไม่อยู่ต่อแล้ว
จะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ ขอให้เงี่ยหูฟังเสียงประชาชนนะครับ อย่าหลงเชื่อนักการเมือง







