posttoday
จะเป็นอย่างไร? ...หากระบบสาธารณสุขไทยไร้ “โรงพยาบาลเอกชน”

จะเป็นอย่างไร? ...หากระบบสาธารณสุขไทยไร้ “โรงพยาบาลเอกชน”

09 มิถุนายน 2558

“โรงพยาบาลเอกชน” คุณค่าคู่สังคม...ที่ถูกมองข้าม คำกล่าวนี้ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ที่ได้นำเสนอต่อสาธารณชนใน 7 ประเด็นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสะท้อนภาพให้สังคมรับรู้ว่าอีกด้านของ “ค่าบริการรักษาพยาบาลที่สูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ” จนมีการร้องเรียนให้ควบคุมนั้น เป็นเพราะโรงพยาบาลเอกชนแบกรับภาระต้นทุนในด้านต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง และมีเป้าหมายช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ” หรือ “เมดิเคิล ฮับ” (Medical Hub)

“โรงพยาบาลเอกชน” คุณค่าคู่สังคม...ที่ถูกมองข้าม คำกล่าวนี้ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ที่ได้นำเสนอต่อสาธารณชนใน 7 ประเด็นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสะท้อนภาพให้สังคมรับรู้ว่าอีกด้านของ “ค่าบริการรักษาพยาบาลที่สูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ” จนมีการร้องเรียนให้ควบคุมนั้น เป็นเพราะโรงพยาบาลเอกชนแบกรับภาระต้นทุนในด้านต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง และมีเป้าหมายช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ” หรือ “เมดิเคิล ฮับ” (Medical Hub)

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชนก็แบ่งกำลังส่วนหนึ่งร่วมจัด “กิจกรรมเพื่อสังคม” หรือ “CRS” ด้วยหวังว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยยากไร้เข้าถึงการรักษาที่ดีและมีคุณภาพ ทัดเทียมกับผู้ที่มีปัจจัยพร้อมจ่าย

ดังนั้น หากไล่เรียงถึงความสำคัญของโรงพยาบาลเอกชนที่มีต่อสังคมไทยแล้ว คงต้องเริ่มตั้งแต่การช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ “การลงทุน” ที่ช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยไม่ต้องใช้งบสร้างโรงพยาบาลและจัดสรรงบเพื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์เองปีละกว่า 2.26 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวมของบริษัทที่จดทะเบียนเป็นโรงพยาบาลเอกชนทั้งประเทศกว่า 478 บริษัท (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2556) รวมถึงค่าเสื่อมสินทรัพย์ถาวรที่โรงพยาบาลเอกชนต้องรับภาระเองถึงปีละ 6.64 พันล้านบาท เพื่อสามารถทำการรักษาประชาชนได้จำนวนเท่าเดิม (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2549)อีกทั้งยังเป็นที่รองรับแพทย์พยาบาลที่ไม่อยากทำงานในภาครัฐ ด้วยสาเหตุต่างๆแทนการออกจากอาชีพไปทำอย่างอื่น

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเอกชนยังจ่ายภาษีกลับคือไปให้รัฐในรูปภาษีนิติบุคคล 4.4 พันล้านบาท ภาษีเงินได้ของแพทย์ 1.02 พันล้านบาท และภาษีเงินได้พนักงาน 2 พันล้านบาท รวมกันต่อปีไม่ต่ำกว่า 7.4 พันล้านบาท เพื่อนำไปอุดหนุนพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศในอีกทอดหนึ่ง ทั้งยังเกิดการ “จ้างงาน” ซึ่งคาดว่าปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนจ้างงานบุคลากรทั้งระบบมากกว่า 2 แสนคน (สมาคมโรงพยาบาลเอกชน 2558)

ด้าน “การรักษาพยาบาล” ด้วยจำนวนเตียง 33,791 ใน 326 โรงพยาบาล ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้โรงพยาบาลเอกชนมีศักยภาพช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนได้กว่าร้อยละ 25 ของประเทศ เฉพาะแค่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลสามารถแบ่งเบาการรักษาพยาบาลได้มากถึงร้อยละ 60

อีกทั้งยังเข้าร่วมนโยบายของรัฐใน 4 โครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลมากขึ้น และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลของรัฐ โดยข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมและสมาคมโรงพยาบาลเอกชนในปี 2555 ระบุว่า ระบบประกันสังคม มีโรงพยาบาลเอกชน 89 แห่ง เข้าร่วมให้การรักษาประชาชนที่มีสิทธิ์ในระบบดังกล่าวทั้ง 10.5 ล้านคน โดยร้อยละ 51 เลือกรักษากับโรงพยาบาลเอกชน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีโรงพยาบาลเอกชนร้อยละ 20.8 เข้าร่วมให้การรักษา ระบบกองทุนทดแทนแรงงาน มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมให้การรักษาสูงถึงร้อยละ 79.8 และระบบกองทุนข้าราชการและครอบครัว ที่ผู้มีสิทธิ์ส่วนใหญ่จาก 4.6 ล้านคน เลือกมารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลเอกชน ก่อนไปเบิกค่ารักษากับกรมบัญชีกลาง

ล่าสุด สมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้ร่วมมือกับรัฐออกแบบ “การรักษาพยาบาลเร่งด่วน” แก่ผู้ป่วยกรณีเหตุฉุกเฉินสีแดงที่อาจถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โดยโรงพยาบาลเอกชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นปรกติอยู่นานแล้ว กองทุนทั้งสามที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะช่วยได้มากหากให้ความสำคัญด้านการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอเป็นสิ่งเร่งด่วนอันดับต้น ๆ ( Priority) พอๆกับอยากให้นโยบายนี้เป็นจริง จากผลการประเมินของนักวิชาการจากรามาธิบดี วงเงินที่ใช้ไม่เกิน 600 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ทำไมถึงบริหารสามปีไม่สำเร็จ ก่อให้เกิดความขัดแย้งนานัปการไปทั่ว โรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง ที่มีต้นทุนต่างๆ กันพร้อมที่จะเข้าร่วมโดยสมัครใจ ถ้าไม่ให้พวกเขาประสบภาวะขาดทุนแบบไร้เหตุผล

อีกบทบาทโรงพยาบาลเอกชนยังสามารถ “สร้างรายได้” เข้าประเทศไทยปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท จากตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตามนโยบายพัฒนาประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ หรือ “เมดิเคิล ฮับ” ที่มีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2555) โดยปัจจุบันพบว่ามีผู้รับการบริการเป็นชาวต่างชาติมากถึง 1.2 ล้านครั้งในปี 2557 (ติดตามรายละเอียดได้ในโลกสีขาว ตอน 7 ที่ www.thaiprivatehospital.org) รวมทั้งยังได้รับเกียรติจากกลุ่มราชนิกูลชั้นสูงของภูฏานและบรูไน เดินทางเข้ามารักษาด้วยเช่นกัน

การมุ่งพัฒนาไปสู่เมดิเคิล ฮับ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรของโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และการบริการที่เป็นเลิศ ควบคู่ไปกับการรับรองคุณภาพระดับสากลจากสถาบันต่างประเทศ เช่น JCI ของสหรัฐฯ และ DNV GL จากกลุ่มประเทศแถบยุโรป เป็นต้น (ดูรายละเอียดในโลกสีขาว ตอน 6 ที่ www.thaiprivatehospital.org) ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ดึงแพทย์ไทยในต่างประเทศให้กลับมาทำงาน ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำเหล่านี้ นอกจากกลับมาช่วยรักษาคนไข้แล้ว บางส่วนยังผันตัวเป็นอาจารย์แพทย์ถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญ ช่วยพัฒนาวงการแพทย์ไทยให้ก้าวไกลไปอีกระดับ

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า สิ่งที่โรงพยาบาลเอกชนทำให้กับสังคม เป็น “ทางเลือก” ของการรักษาพยาบาล นอกเหนือไปจากการพึ่งพาโรงพยาบาลของรัฐ ที่มีความจำกัดทั้งด้านปริมาณ ช่วงเวลาเปิดให้บริการ ความสะดวกสบาย และความทันสมัยของอุปกรณ์ที่ใช้รักษา ฯลฯ

ซึ่งถ้าหากสังคมไม่อคติจนเกินไป รัฐมีแผนแม่บทในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของชาติที่ดี มีการแบ่งงานกันทำระหว่างโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ประเทศก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะการให้คนไทยได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่ดีเทียบเท่ากับประเทศที่เจริญแล้วอย่างแท้จริงเป็นความมุ่งหวังของชาติ

แต่ปัจจุบัน ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ปี 2010 พบว่า ประเทศมาเลเซียใช้เงินด้านสาธารณสุขแก่ประชากรตกคนละ 641 เหรียญสหรัฐ หรือราว 22,300 บาท ในวงเงินนี้ ประชาชนร่วมจ่ายครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ประเทศไทยใช้เพียงหัวละ 330 เหรียญสหรัฐ หรือ 11,100 บาท ต่อประชาชนร่วมจ่ายหนึ่งในสี่ และถ้าหากเราต้องการคุณภาพสูงกว่าปัจจุบัน ในระดับมาเลเซีย คือหัวละ 600 เหรียญและไม่ต้องการผู้ใช้บริการทุกระดับควักเงินร่วมจ่ายเลยนั้น รัฐอาจต้องเพิ่มเงินงบประมาณอุดหนุนในเรื่องสาธารณสุขของชาติรวมกันแล้วปีละไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 50 ของงบประมาณประเทศ

จะเป็นอย่างไร? ...หากระบบสาธารณสุขไทยไร้ “โรงพยาบาลเอกชน”

จะเป็นอย่างไร? ...หากระบบสาธารณสุขไทยไร้ “โรงพยาบาลเอกชน”

คำถามจึงขึ้นว่า ประเทศไทยสามารถทำเช่นนั้นได้จริงหรือ? หรือในอีกทางจะยอมใช้งบประมาณเท่าที่มีเพื่อให้ประชาชนทั่วไปยังคงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพจากรัฐ และให้คนที่มีฐานะสามารถใช้สิทธิและเงินของตัวเอง ในการรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลเอกชนในประเทศได้ ซึ่งดีกว่าปล่อยให้เดินทางออกไปรักษายังต่างประเทศ เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะกลับคืนมายังระบบสาธารณสุขของประเทศหลุดลอยไป และยังทำให้โอกาสในการพัฒนาวิทยาการทางกาแพทย์ของไทยลอยไกลตามไปด้วย.

 

                                        โดย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน
           “โรงพยาบาลเอกชน”คุณค่าคู่สังคม…ที่ถูกมองข้าม
ดู โลกสีขาวทุกตอนได้ใน www.thaiprivatehospital.org

 

 

 

Advertorial

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน