posttoday

รู้จัก "เพ็ญสิริ ปานศิริ" หญิงไทยผู้ตั้งคำถามใส่โอบามา

08 มิถุนายน 2558

"ก่อนกลับประธานาธิบดีก็มาจับมือ และบอกให้ทำงานด้านนี้ต่อไปนะ ซึ่งรู้สึกดี รู้ว่าเราทำงานอะไร"

โดย....ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นบุคคลโด่งดั่งชั่วข้ามคืน “เพ็ญสิริ ปานศิริ” กับคำถามซึ่งสามารถสยบผู้นำระดับโลกอย่าง “บารัก โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้หยุดอึ้ง “ถ้าประธานาธิบดีโอบามาเป็นชาวโรฮีนจา คุณอยากอาศัยอยู่ในประเทศไหน และเพราะอะไร?”

คำถามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐเปิดทำเนียบขาวให้ตัวแทนเยาวชนในโครงการเยาวชนผู้นำอาเซียน (Young Southeast Asian Leaders Initiative Fellows : YSEALI) เข้าพบ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนเรื่องนี้ถูกแพร่กระจายบนโลกโซเชียล

ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค. 2013 ก่อนขยายมาถึงเดือนเม.ย. 2014 จากความประสงค์ของผู้นำสหรัฐที่ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับชาติอาเซียน 10 ประเทศ และบุคคลเข้าร่วมโครงการนี้ได้จะต้องมีอายุระหว่าง 18-35 ปี

โดยสถาบันการศึกษา หรือองค์กรเป็นผู้ส่งรายชื่อให้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศอาเซียน ทำหน้าที่คัดกรอง และเมื่อผู้ผ่านการเลือกแล้ว จะถูกส่งตัวไปปรับพื้นฐานความเข้าใจต่อโครงการดังกล่าวในรัฐฮาวาย เมืองฮอนโนลูลู เป็นเวลา 5 สัปดาห์

“โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสคุยแบบเปิดใจกับ “เพ็ญสิริ” ภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มิ.ย. โดยเธอยืนยันต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า คำถามที่ถามผู้นำสหรัฐนั้น ไม่มีมีการ "เตี๊ยม" โดยจะเป็นการยกมือเพื่อแย่งกันถามสลับระหว่างชายและหญิง แต่นับว่าเป็นความโชคดี ซึ่งที่จริงแล้ว คนอื่นก็มีคำถาม แต่อาจจะยกมือถามไม่ทัน

 มีหลายคนถามว่า ทำไมถึงตั้งคำถามนี้มันโยงการเมืองหรือไม่ เพ็ญสิริ บอกว่า จริงๆไม่ใช่ เพราะพื้นฐานมาจากงานด้านการพัฒนา ซึ่งเป็นงานที่ทำอยู่ ก็เลยอยากรู้มุมมองของนักการเมืองเกี่ยวกับงานด้านการพัฒนา จะเห็นได้จากคำถามที่ว่า “ถ้าเกิดท่านเป็นชาวโรฮีนจา อยากอาศัยอยู่ประเทศไหน เพราะอะไร” นั่นหมายความว่า ให้ผู้ตอบได้มีโอกาสที่จะเลือก

ทั้งนี้ ถ้ามองย้อนกลับมาที่สภาพปัญหา ไม่แน่ใจว่ากลุ่มนี้ได้มีการสำรวจจริงๆหรือยัง ว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการอยากไปประเทศไหน และหากมองย้อนกลับไปที่ประเทศปลายทางที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการไปอยู่ คนในประเทศนั้นมีความพร้อมแค่ไหนในการรับกลุ่มคนเหล่านี้ ท้ายที่สุดหากมีปัญหาเกิดขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้จะกลายเป็นจำเลยสังคม จึงอยากให้มีกระบวนการสำรวจความต้องการ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คิดว่าคำถามนี้ดังหรือไม่ แต่ส่วนตัวอยากรู้มุมมองนักการเมืองเกี่ยวกับการพัฒนา ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น และย้อนกลับไปเรื่องเตรียมคำถาม ซึ่งกระบวนการจริงๆมีเพียงแค่สามารถเตรียมอะไรเข้าไปได้บ้าง เช่น พาสปอร์ต กับโทรศัพท์มือถือ เท่านั้น แต่ไม่ได้มีการเตรียมคำถามว่าต้องถามแบบนี้ แต่มีแนะแนวว่าอย่าถามคำถามอะไรที่ไปกระทบกับเรื่องส่วนตัว และในฐานะคนไทยก็ต้องคิดคำถามที่ไม่ทำให้ขายหน้าประเทศ

รู้จัก "เพ็ญสิริ ปานศิริ" หญิงไทยผู้ตั้งคำถามใส่โอบามา

เพ็ญสิริ ยอมรับว่า คำตอบที่ได้รับจากประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ได้ไม่พอใจหรือพอใจ เพราะก่อนตั้งคำถาม ถ้าสมมุตถามไปแล้วมีสิทธิที่ประธานาธิบดีจะไม่ตอบก็ได้ จึงไม่รู้สึกอะไร แต่ถือว่าโชคดีที่ได้ตั้งคำถามแล้ว และถ้ามีคนมาถามคำถามเดียวกัน ก็คงไม่ตอบประเทศ ซึ่งส่วนตัวที่จะตอบคงคล้ายๆกับประธานาธิบดี และหากย้อนกลับไปได้ก็ยังยืนยันที่จะถามคำถามเดิม

“เราก็อยากอยู่ในประเทศที่คนที่เรารักอยู่ หรือ พ่อ แม่ พี่น้อง เราอยู่ เพราะมันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ปุถุชน ธรรมดา อยากอยู่ในที่ที่เรามีความอุ่นใจ ปลอดภัย ซึ่งหมายความว่า โยงไปสถานการณ์ในประเทศตัวเองว่า อยู่แล้วจะไม่เกิดการคุกคาม ปลอดภัย”

สำหรับการเตรียมตัวกับโครงการนี้ เพ็ญสิริ ระบุว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาหลังโครงการดังกล่าวเปิดรับสมัคร และเขียนโครงการต่างๆถึงแผนสิ่งที่อยากทำตั้งแต่ปีที่แล้ว และเมื่อเดือน ม.ค. 2558 ทราบว่าเข้ารอบ และมีการสัมภาษณ์ จนรู้ผล ก็เตรียมตัวเดินทาง ปลายเดือนเม.ย. ซึ่งโครงการรวมๆก็ 6 สัปดาห์รวมเดินทางไปด้วย

เพ็ญสิริ เล่าว่า ช่วงสัปดาห์แรกกับสัปดาห์สุดท้ายจะอยู่ที่วอชิงตัน ดีซี และอาทิตย์สุดท้ายจะมีการประชุมร่วมกัน โดยเอาตัวแทนทั้งหมดจาก 40 กว่าประเทศ จำนวน 222 คน มาประชุมเพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน รวมถึงเรียนรู้ทักษะต่างๆในการนำเสนอ แต่ในช่วง 4 สัปดาห์ จะมีการแยกไปอยู่ในแต่ละรัฐไม่เหมือนกัน ส่วนตัวไปอยู่ที่ลีส์ซัมมิต, มิสซูรี

อย่างไรก็ดี หลังจากตั้งคำถามนี้ เพื่อนๆในแถบประเทศเดียวกันอย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ไม่ได้มีใครตื่นเต้นอะไร เพราะแต่ละคนตอนอยู่ที่นั่น ค่อนข้างจะยุ่ง และไม่ค่อยได้รับรู้ข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่ ยกเว้นช่วงหลังๆที่มีข่าวออกมาว่าเตรียมคำถาม พอเพื่อนๆรู้ก็ถามว่า ทำไมคิดแบบนั้น ซึ่งทุกคนอยู่ในที่นั้น รับรู้กันหมดว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็บอกว่าพร้อมจะมาเป็นพยานยืนยันให้

เพ็ญสิริ มองว่า คำถามที่ถามไปจนกลายเป็นข่าวดัง ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะมันขึ้นอยู่กับกระแสช่วงนั้นอะไรกำลังดัง แต่ที่ถามไม่ได้เพราะต้องการเกาะกระแส ซึ่งตอนไปอยู่ที่นั่นก็ไม่ได้มีโอกาสติดตามเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่เป็นสิ่งที่อยากรู้ส่วนตัว ทั้งนี้ ส่วนตัววางแผนทำงานเหมือนเดิม เพราะมูลนิธิทำงานครบทุกด้าน ทั้งป้องกัน ช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย งานคดี งานเครือข่าย และงานผลักดันด้านนโยบาย

“ถ้าย้อนกลับไปดูคลิปวิดีโอช่วงต้นๆ ประธานาธิบดีจะมีการพูดถึงแผนงานบางอย่าง และมีโอกาสเรียกชื่อเราขึ้นมา พร้อมพูดว่า อยากให้เป็นนักสู้ต่อไป ซึ่งมีประมาณ 4-5 ประเทศ และก่อนกลับประธานาธิบดีก็มาจับมือ และบอกให้ทำงานด้านนี้ต่อไปนะ ซึ่งรู้สึกดี รู้ว่าเราทำงานอะไร จึงถือว่าโชคดีกว่าคนอื่น แต่ทุกคนที่ไป และตัวแทนอีก 7 คนไทยที่ไป ทุกคนมีคำถาม หรือคำถามที่ดีกว่า แต่แค่เป็นคนที่โชคคีเมื่อยกมือถามแล้วท่านเลือก”

รู้จัก "เพ็ญสิริ ปานศิริ" หญิงไทยผู้ตั้งคำถามใส่โอบามา

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาค้ามนุษย์โดยเฉพาะท่าทีของประเทศไทย เพ็ญสิริ มองว่า รัฐบาลมีความจริงจัง จริงใจในการแก้ปัญหานี้ โดยเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันว่า รัฐมีความจริงจังแก้ไขเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี  แต่ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่ประเด็นโรฮีนจาจะดัง ก่อนหน้านี้รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ก็ร่วมมือกันแก้ปัญหาอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันทั้งภาคเอกชน เอ็นจีโอ ก็มีการตอบสนองในเรื่องนี้อย่างดี เพราะฉะนั้น เชื่อว่าจะได้รับการแก้ไขแม้จะไม่ใช่ในระยะสั้นก็ตาม ทั้งนี้ การแก้ไขที่ผ่านมาถือว่ายังไม่เป็นจุดหลวม แต่สิ้นปีนี้จะเปิดเออีซี ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายประชากรสะดวก ซึ่งเป็นโอกาสเอื้อให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ขึ้น หรือไม่มีก็ได้

สำหรับ เพ็ญสิริ จบปริญญาตรี คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท ด้านการสื่อสารเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้น ได้ทำงานด้านการพัฒนา มาตั้งแต่การศึกษา การค้ามนุษย์ และเอชไอวี จากนั้นจึงมาทำงานเกี่ยวกับงานด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งทำมาประมาณ 5-6 ปี โดยปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมูลนิธิ / ผู้ประสานงานโครงการ มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก ในจ.เชียงใหม่

ชมคลิป https://youtu.be/GgOqSdArAsQ

ข่าวล่าสุด

อย.ยันยายังพอ 90 วัน! ขณะภาระหนักตกที่อุตสาหกรรมยา มีต้นทุนพุ่งแล้ว 10-20%