
นายกฯสมาคมขรก.วอนรัฐคุ้มครองคนทำงานตรงไปตรงมา
“จาดุร” จี้ “มาร์ค” ในฐานะประธาน ก.พ. คุ้มครองข้าราชการตงฉิน ไม่ให้ผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง หวั่นข้าราชการท้อไม่กล้าทัดทานผู้บังคับบัญชาโกง
“จาดุร” จี้ “มาร์ค” ในฐานะประธาน ก.พ. คุ้มครองข้าราชการตงฉิน ไม่ให้ผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง หวั่นข้าราชการท้อไม่กล้าทัดทานผู้บังคับบัญชาโกง
นายจาดุร อภิชาติบุตร หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้มีการบังคับใช้มาตรการการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการจำนวน 7 ข้อที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบเมื่อปี 2542 และ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 98 ว่าด้วย เรื่องการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน อันเป็นประโยขน์และเป็นผลดีต่อทางราชการ มาปฏิบัติให้เป็นจริงเพื่อคุ้มครองข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง
ทั้งนี้ในกรณีที่นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน (สพท. ) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดขอบข่ายงาน (ทีโออาร์) โครงการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียนและการทำบัตรประชาชนแบบใหม่ของกรมการปกครอง วงเงิน3,490 ล้านบาท ที่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยหลังจากที่เป็นผู้ออกมาระบุว่าโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ฯที่มีการประกวดราคาไปนั้นไม่เป็นไปตามที่ทีโออาร์กำหนดและอาจเกิดความเสียหายตามมาได้
“เห็นชัดเจนแล้วว่าข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการทุจริตถูกกระทำอย่างไร หากเป็นแบบนี้ไปเขาคงไม่กล้าที่จะทัดทานอำนาจผู้บังคับบัญชาอีกต่อไปแล้ว เพราะผู้บังคับบัญชาเป็นผู้สั่งตั้งกรรมการสอบเอง โดยเรื่องที่สอบก็เป็นเรื่องมาตั้งแต่ปี 2544 เรื่องที่เกิดขึ้นได้รับความสนใจจากข้าราชการมากว่าการถูกตั้งกรรมการสอบวินัยดังกล่าวเป็นผลจากการทำงานอย่างตรงไปตรงมา หากเป็นแบบนี้ต่อไปการปฏิบัติราชการจะมีปัญหาแน่ๆ เพราะต่อไปคงไม่มีใครกล้าออกมาต่อสู้กับการทุจริต” นายจาดุร กล่าว
สำหรับมาตรการ 7 ข้อประกอบไปด้วย 1. ให้ถือว่าการให้ข้อมูลหรือการเป็นพยาน หรือการส่งเอกสารหลักฐานเป็นการปฎิบัติหน้าที่ราชการ 2. ผู้บังคับบัญชาต้องไม่กลั่นแกล้งในทางใดๆ ต่อข้อราชการผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน 3. ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความคุ้มครองแก่ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน โดยมิให้ถูกกลั่นแกล้งหรือข่มขู่จากผู้ถูกร้องเรียนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือหรือประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเป็นทนายแก้ต่างในกรณีที่ผู้ให้ข้อมูลถูกฟ้องร้องในคดีแพ่งหรืออาญา
4.ผู้บังคับบัญชาอาจให้บำเหน็จความชอบในกรณีพิเศษแก่ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือถ้อยคำในฐานะพยานที่เป็นประโยชน์และผลดียิ่งแก่ทางราชการ 5. คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชา สามารถใช้ดุลยพินิจเพื่อกันบุคคลผู้มีส่วนร่วมกัน กระทำผิดไว้เป็นพยาน หรือลดหย่อนโทษได้ตามเหตุและผล 6. ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยานสามารถร้องขอความเป็นธรรมต่อ ก.พ. ได้ เมื่อถูกกลั่นแกล้งอันเป็นผลจากการให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน
7. ให้ข้าราชการแต่ละประเภทถือปฏิบัติตามมาตรการนี้ และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการแต่ละประเภทอาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการให้ความคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการเกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมตามกรณีต่อไป







