posttoday
นายกฯสมาคมขรก.วอนรัฐคุ้มครองคนทำงานตรงไปตรงมา

นายกฯสมาคมขรก.วอนรัฐคุ้มครองคนทำงานตรงไปตรงมา

01 กรกฎาคม 2553

“จาดุร” จี้ “มาร์ค” ในฐานะประธาน ก.พ. คุ้มครองข้าราชการตงฉิน ไม่ให้ผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง หวั่นข้าราชการท้อไม่กล้าทัดทานผู้บังคับบัญชาโกง 

“จาดุร” จี้ “มาร์ค” ในฐานะประธาน ก.พ. คุ้มครองข้าราชการตงฉิน ไม่ให้ผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง หวั่นข้าราชการท้อไม่กล้าทัดทานผู้บังคับบัญชาโกง 

นายจาดุร  อภิชาติบุตร  หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย    กล่าวว่า    ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)  ให้มีการบังคับใช้มาตรการการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการจำนวน 7 ข้อที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบเมื่อปี 2542  และ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 98 ว่าด้วย เรื่องการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน อันเป็นประโยขน์และเป็นผลดีต่อทางราชการ  มาปฏิบัติให้เป็นจริงเพื่อคุ้มครองข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง   

ทั้งนี้ในกรณีที่นายวิเชียร  ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน (สพท. ) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดขอบข่ายงาน (ทีโออาร์)  โครงการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียนและการทำบัตรประชาชนแบบใหม่ของกรมการปกครอง วงเงิน3,490 ล้านบาท  ที่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยหลังจากที่เป็นผู้ออกมาระบุว่าโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ฯที่มีการประกวดราคาไปนั้นไม่เป็นไปตามที่ทีโออาร์กำหนดและอาจเกิดความเสียหายตามมาได้

“เห็นชัดเจนแล้วว่าข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการทุจริตถูกกระทำอย่างไร หากเป็นแบบนี้ไปเขาคงไม่กล้าที่จะทัดทานอำนาจผู้บังคับบัญชาอีกต่อไปแล้ว เพราะผู้บังคับบัญชาเป็นผู้สั่งตั้งกรรมการสอบเอง  โดยเรื่องที่สอบก็เป็นเรื่องมาตั้งแต่ปี 2544  เรื่องที่เกิดขึ้นได้รับความสนใจจากข้าราชการมากว่าการถูกตั้งกรรมการสอบวินัยดังกล่าวเป็นผลจากการทำงานอย่างตรงไปตรงมา หากเป็นแบบนี้ต่อไปการปฏิบัติราชการจะมีปัญหาแน่ๆ   เพราะต่อไปคงไม่มีใครกล้าออกมาต่อสู้กับการทุจริต” นายจาดุร กล่าว

สำหรับมาตรการ 7 ข้อประกอบไปด้วย   1. ให้ถือว่าการให้ข้อมูลหรือการเป็นพยาน หรือการส่งเอกสารหลักฐานเป็นการปฎิบัติหน้าที่ราชการ  2. ผู้บังคับบัญชาต้องไม่กลั่นแกล้งในทางใดๆ ต่อข้อราชการผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน  3. ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความคุ้มครองแก่ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน โดยมิให้ถูกกลั่นแกล้งหรือข่มขู่จากผู้ถูกร้องเรียนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือหรือประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเป็นทนายแก้ต่างในกรณีที่ผู้ให้ข้อมูลถูกฟ้องร้องในคดีแพ่งหรืออาญา 

4.ผู้บังคับบัญชาอาจให้บำเหน็จความชอบในกรณีพิเศษแก่ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือถ้อยคำในฐานะพยานที่เป็นประโยชน์และผลดียิ่งแก่ทางราชการ  5. คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชา สามารถใช้ดุลยพินิจเพื่อกันบุคคลผู้มีส่วนร่วมกัน กระทำผิดไว้เป็นพยาน หรือลดหย่อนโทษได้ตามเหตุและผล  6. ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยานสามารถร้องขอความเป็นธรรมต่อ ก.พ. ได้ เมื่อถูกกลั่นแกล้งอันเป็นผลจากการให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน

7. ให้ข้าราชการแต่ละประเภทถือปฏิบัติตามมาตรการนี้ และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการแต่ละประเภทอาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการให้ความคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการเกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมตามกรณีต่อไป

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี