posttoday

แม่ทัพ ThaiPBS "ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ" สร้างเอกภาพฝ่ากระแสยุคทีวีหนีตาย

07 มิถุนายน 2558

“อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำสงครามทางความคิด คือ สื่อ และคิดว่าไทยพีบีเอสจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงครามความคิดให้ประชาชนได้คิดเป็น เข้าใจถูกต้อง และเกิดความคิดใหม่ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น”

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ไทยพีบีเอสก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อ “ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” นักวิชาการด้านแรงงาน ได้รับการโหวตให้มานั่งประธานกรรมการนโยบาย หรือประธานบอร์ดไทยพีบีเอสคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามากุมทิศทางนโยบายข่าวและรายการทีวีสาธารณะที่ถูกคาดหวังสูงว่าจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค

ไทยพีบีเอส หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai Public Broadcasting Service) หรือ ส.ส.ท. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2551 เป็นสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงผลกำไรแห่งแรกของประเทศ มีรายได้จากภาษีสุราและยาสูบ ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

หมายถึงสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นสื่อเดียวที่ปลอดการครอบงำจากอำนาจรัฐและอำนาจทุนเพราะไม่มีโฆษณา มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางวิกฤตการแข่งขันที่ดุเดือดและรุนแรงของตลาดฟรีทีวีและทีวีดิจิทัล ทำให้เรตติ้งมีอิทธิพลต่อการผลิตข่าวและรายการตามไปด้วย ในฐานะประธานบอร์ดไทยพีบีเอสอาจารย์ณรงค์จึงถูกสังคมจับตาและมีความคาดหวังว่าจะใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า และสามารถผลักดันให้ทีวีสาธารณะแห่งนี้รับใช้ประชาชนได้อย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน

ณรงค์ถูกปรามาสตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน ทำนองอาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มีดีอะไรถึงหาญกล้ามาบริหารองค์กรสื่อขนาดใหญ่ “แม้ผมทำงานกับแรงงานมานานก็จริง แต่ผมมีประสบการณ์การบริหารระดับสูง เคยเป็นประธานบริหารรัฐวิสาหกิจมาแล้ว 3 แห่ง คือ ประธานกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ประธานกรรมการบริหารองค์การสวนยาง และประธานจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

สำหรับในวงการสื่อ เขาเริ่มทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ ทำงานวิชาการสื่อมาตั้งแต่ปี 2514 ทำวารสารสภาหอการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวเศรษฐกิจ เป็นคนบุกเบิกข่าวเศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รวมถึงหนังสือพิมพ์วัฏจักร กระทั่งจัดรายการวิทยุมาแล้วด้วย

ภารกิจใหม่ครั้งนี้ณรงค์จึงต้องการใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางความคิดประชาชน จะทำอย่างไรให้สื่อมีพลังในการปรับเปลี่ยนความคิดของประชาชนให้ดีขึ้น

“ผมจึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเป็นมืออาชีพด้านสื่อสารมวลชนมากนัก เพราะไทยพีบีเอสมีนักวิชาชีพด้านสื่ออยู่แล้วจำนวนมาก แต่ผมมีความเป็นมืออาชีพด้านวิชาการ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะใช้ความเป็นมืออาชีพทางด้านวิชาการและความเป็นมืออาชีพการทำสื่อของไทยพีบีเอสมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อจะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย คือ การเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมให้ดีขึ้น” 

ณรงค์เชื่อว่าความเป็นมืออาชีพอยู่ที่การกำหนดวิสัยทัศน์ทางนโยบาย เขายกตัวอย่างความสำเร็จขององค์กรระดับโลกอย่างแอปเปิ้ลมาเปรียบเปรย “สตีฟ จ็อบส์ ร่วมก่อตั้งแอปเปิ้ลบริษัททำคอมพิวเตอร์ที่ทรงอิทธิพลสร้างความเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี เพลง ภาพยนตร์ เกม สิ่งพิมพ์และการสื่อสารอื่นๆ เพราะ สตีฟ จ็อบส์ ได้ปฏิวัติเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ หรือสมาร์ทโฟน

“สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้เป็นคนที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเองสักเครื่องแต่ สตีฟ จ็อบส์ มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงคอมพิวเตอร์ แต่เขาไม่ใช่คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เลย เพียงแต่เขามีความคิดที่จะไปเปลี่ยนนักเทคนิคนักเชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ให้ทำในสิ่งที่เขาคิด

“ผมก็เช่นกัน มีความคิดและแนวคิดการปฏิรูปสังคม จึงจะนำความคิดเหล่านี้ไปให้คนที่มีความเป็นมืออาชีพด้านสื่อไปปรับฐานการทำงานในการใช้สื่อเพื่อการปฏิรูปสังคม หรือจะใช้สื่อสารมวลชนอย่างไรให้ได้ความเป็นมืออาชีพตอบโจทย์การปฏิรูปสังคม นี่คือสิ่งสำคัญมาก” 

ณรงค์ขยายแนวคิดการปฏิรูปสังคมซึ่งเป็นประสบการณ์ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การเมืองมายาวนาน ซึ่งจะนำมาใช้ที่ไทยพีบีเอส ก็คือ พยายามทำให้ประชาชนได้เข้าใจสัจธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และไม่สามารถแยกส่วนออกจากกันได้ “เศรษฐกิจอาจจะเป็นสาเหตุปัญหาทางการเมืองและปัญหาการเมืองอาจจะเป็นสาเหตุปัญหาเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกับปัญหาสังคม

“ดังนั้น การรับรู้ของสังคมต้องรับรู้รอบด้านไม่ใช่รับรู้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง และไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา เพราะหากไม่เข้าใจในภาพรวมย่อมจะทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงได้ ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ เพราะรับทราบหรือมองปัญหาแยกส่วนไม่ทะลุปรุโปร่งหรือมองปัญหาแบบผ่านๆ ตามกระแส ไม่ได้มองลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ได้”

เมื่อมองมายังโครงสร้างองค์กรในฐานะประธานบอร์ด เขาทราบว่าแม้ไทยพีบีเอสเป็นทีวีที่นำเสนอข่าวสาธารณะได้ดีมากกว่าฟรีทีวีช่องอื่นๆ แต่ก็ยอมรับว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็มีข้อจำกัดมากมายเช่นกัน

“ข้อจำกัดหรือปัญหาที่นี่คือ คนทำงานข่าว เพราะคนเหล่านี้เข้าใจงานสื่อสารมวลชนมาอย่างนี้ หรือฝึกฝนงานข่าวมาอย่างนี้ แต่เรื่องสำคัญ คือทักษะการทำข่าวเจาะ หรือข่าวสืบสวนสอบสวนไปยังเหตุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งยังมีบุคลากรด้านนี้น้อยอยู่

“สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นคือจะกระตุ้นอย่างไรให้นักข่าวไทยพีบีเอสมีความมุ่งมั่นที่จะทำข่าวเจาะ จึงเกิดความคิดว่าการที่ได้โอกาสมานั่งเป็นประธานบอร์ดตรงนี้ ตั้งใจว่าจะหาช่องทางจะทำให้กลุ่มคนที่มีความมุ่งมั่นและทักษะการทำข่าวเจาะข่าวสืบสวนสอบสวน ได้เข้ามาทำงานลักษณะนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีความมุ่งมั่นจริงๆ และเชื่อว่าไทยพีบีเอสจะกลายเป็นทีวีช่องเดียวหรือสื่อสาธารณะช่องเดียวที่สามารถให้ความรู้แก่ประชาชนได้เห็นเบื้องหลังของปัญหาต่างๆ

“ดังนั้น จึงกลายเป็นการทำสงครามความคิด เพราะอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำสงครามทางความคิด คือ สื่อ และคิดว่าไทยพีบีเอสจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงครามความคิดให้ประชาชนได้คิดเป็น เข้าใจถูกต้อง และเกิดความคิดใหม่ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น 

“ผมไม่ใช่นักวิชาชีพสื่อ แต่ผมกล้าพูดได้ว่าผมเป็นนักจัดตั้ง เอาล่ะผมไม่ใช่นักบริหารธุรกิจ ซึ่งการจัดตั้งยากกว่าการบริหารธุรกิจ เพราะการจัดตั้งทางสังคม คุณไม่มีอำนาจจะให้คุณหรือให้โทษใครได้ การจัดตั้งทางสังคมต้องใช้ศิลปะในการขับเคลื่อนอย่างเดียว ทำให้คนเชื่อมั่นในสิ่งที่เราจะทำ

“การจัดตั้งทางธุรกิจง่าย เพียงมีเงินให้คุณให้โทษใครได้ ไม่ทำไม่ให้เงิน นี่คือการจัดการด้วยการใช้แรงจูงใจทางวัตถุเป็นหลัก แต่การจัดตั้งทางสังคมต้องใช้ศิลปะจูงใจและผลักดันเพราะไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ”

เพิ่มแรงจูงใจสลายวงจรพวกพ้อง

ปัญหาที่พอจะรับรู้กันโดยทั่วไปคือปัญหาการเมืองภายในองค์กร ซึ่งเป็นความท้าทายรอประธานบอร์ดคนใหม่ แต่เจ้าตัวบอกอย่างมั่นใจว่า เขาเองสามารถประสานสิบทิศได้ เพราะเชื่อมั่นการใช้ศิลปะผลักดันหรือได้รับการสนับสนุนจากการพูดคุยกับทุกฝ่าย

“ในฐานะเป็นกรรมการนโยบาย รู้ดีว่าผมไม่มีอำนาจที่จะไปบริหารหรือสั่งการคนในสายงานบริหาร (ข่าวและผังรายการ) ให้ทำตามได้ แต่พลังแห่งความคิดถ้ามีพอ การพูดจาแลกเปลี่ยนหรือการชี้นำให้เห็นประเด็นถึงปัญหา หรือต้นเหตุของปัญหาว่าเป็นอย่างไรและจะแก้ไขอย่างไร จากนั้นคนที่เข้าใจก็จะไปทำเอง โดยไม่ต้องใช้วิธีการสั่งการ เพราะศิลปะในการผลักดันสร้างแรงจูงใจในการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในองค์กรแห่งนี้

“ปกติคนทำงานสื่อไม่ใช่เฉพาะไทยพีบีเอส มีแรงจูงใจในการมุ่งมั่นทำงานได้ 2 อย่าง คือ แรงจูงใจทางวัตถุ และแรงจูงใจทางจิตใจ คนเราถ้ารักสิ่งใดก็จะรักสิ่งนั้น ถึงแม้ค่าตอบแทนไม่มาก แต่ถ้ารักที่จะทำก็จะทำ ดังนั้นระหว่างสองขั้ว คือ แรงจูงใจทางวัตถุ หรือแรงจูงใจทางจิตใจ ต้องผสมกัน

“แปลว่าคนที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวน หรือข่าวเพื่อสาธารณะจริงๆ ต้องอยู่ได้ไม่ถึงกับเดือดร้อน ดังนั้นผมจะชี้แจงชักจูงนักข่าวที่มีความตั้งใจให้เห็นความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งนั้น แม้มันจะเป็นเรื่องยากมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ไทยพีบีเอสไปสู่เป้าหมายสื่อสาธารณะได้” ณรงค์ กล่าว

เช่นเดียวกับผังรายการที่ถือเป็นส่วนสำคัญอันดับแรกในการดึงดูดผู้ชม แม้ประธานบอร์ดไทยพีบีเอสจะมีอำนาจ แต่ณรงค์ ยืนยันว่า จะไม่เข้ามาชี้นิ้วสั่งเปลี่ยนแปลงรายการใด แต่จะใช้โอกาสและเวลาประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารทุกสัปดาห์ รวมถึงร่วมพูดคุยกับฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อเป็นการรับฟังแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ทำหน้าที่มาระยะหนึ่งณรงค์เห็นว่าโครงสร้างองค์กรมีปัญหาเอกภาพระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายบริหาร “ในทัศนะผมโครงสร้างตามกฎหมายไทยพีบีเอส มีปัญหาแน่เพราะฝ่ายบริหารที่มีผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ อีก 3 คนรวมเป็น 4 คน เมื่อผู้อำนวยการหมดวาระ รองผู้อำนวยการอีก 3 คนหมดวาระตามไปด้วย

“ขณะที่ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ เป็นเสมือน 4 เสาหลักของไทยพีบีเอส เมื่อเสาหลักล้มลงหมด จึงเกิดคำถามว่า 4 ปีที่คนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งโดยเฉพาะรองผู้อำนวยการ แต่ละคนเริ่มมีทักษะและรู้ปัญหาต่างๆ ขององค์กรเป็นอย่างดี แต่เมื่อพอหมดวาระลงต้องมีการแต่งตั้งใหม่อีก แตกต่างจากการบริหารงานขององค์กรรัฐวิสาหกิจ แม้ผู้อำนวยการหมดวาระลง แต่รองผู้อำนวยการทุกคนยังอยู่ครบ และเมื่อผู้อำนวยการคนใหม่เข้ามา สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้

“ดังนั้น รองผู้อำนวยการจึงเป็นฐานสำคัญในการทำงาน จึงคุยกันว่าควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เรื่องนี้อย่างไร เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนโยบาย ดังนั้น ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนใน คนนอกขึ้นมาก็ได้ แต่อยู่ที่ว่ากรรมการนโยบายจะเห็นว่ามีความพร้อมความเหมาะสมอย่างไร ทั้งผู้อำนวยการและรองอีก 3 คน น่าจะมาจากไหนก็ได้เหมือนรัฐวิสาหกิจทั่วไป แต่ขอให้บอร์ดไทยพีบีเอสเป็นฝ่ายคัดสรร

“ที่ผ่านมาเกิดปัญหาผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการมาใหม่ 4 คน ต้องการผู้ช่วยหรือทีมงามตามทัศนะที่เป็นคนของตัวเอง ก็กลายเป็นการสร้างกลุ่มใหม่ พรรคพวกใหม่ขึ้นมาแล้วคนทำงานเก่าของอดีตผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการก็กลายเป็นคนละพวก กลายเป็นคนเก่าหรือคนละกลุ่มกับกลุ่มผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการคนใหม่

“คนนี้เป็นคนของผู้อำนวยการเก่า แต่คนนี้เป็นคนของผู้อำนวยการใหม่ กลายเป็นมีปัญหา แต่ถามว่าจะเข้าไปสลายพวกได้หรือไม่ ไม่รู้ทำได้หรือไม่ แต่ต้องพยายาม ซึ่งตรงนี้เราจะไปวางน้ำหนักที่ผู้อำนวยการกับรองผู้อำนวยการมากไม่ได้ เพราะรู้ว่า 4 ปี เขาก็ไป แต่ทางที่ถูกในฐานะที่เป็นกรรมการนโยบายต้องสามารถพูดจากับฝ่ายบริหารอย่างสม่ำเสมอและเข้าใจกันอย่างเป็นมิตร

“ผมไม่เคยทำตัวเป็นเจ้านายเพื่อนร่วมงาน ทั้งๆ ที่จริงผมเป็นเจ้านายตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่าเราลงเรือลำเดียวกัน ต้องช่วยกันพาย ผมทำตามหน้าที่ตัวเอง สิ่งใดที่ช่วยได้ก็จะช่วย เพราะฉะนั้นบอร์ดนโยบายควรให้ความสำคัญกับหัวหน้าสำนักต่างๆ เช่น สำนักข่าว สำนักการคลัง การเงิน ฯลฯ เพราะคนเหล่านี้คือข้าราชการประจำที่จะดูแลไทยพีบีเอสไปจนเกษียณ ส่วนผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการมาแล้วก็ไปทุก 4 ปีก็เปลี่ยน

“นี่คือปัญหาเรื่องการสืบทอดหรือความต่อเนื่อง สิ่งที่จะสานความต่อเนื่องคือหัวหน้าสำนักต่างๆ ดังนั้นจึงเริ่มให้ความสำคัญกับระดับนี้มาก ถ้าพูดภาษาบริษัท คือระดับผู้จัดการฝ่ายนั้นเอง ผมยืนยันว่าผมทำงานได้ เพราะผมเข้ามาเพื่อทำงานและผู้บริหารชุดนี้กับผมก็หมดวาระไปพร้อมๆ กัน ผมพูดเสมอว่า เรามีเวลาแค่นี้จะทำงานไปด้วยกัน เวลาที่เหลืออยู่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด” 

ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและนำองค์กรสู่เป้าหมาย ณรงค์ ยืนยันไม่ล้วงลูกหรือแทรกแซงการทำงาน แต่พร้อมช่วยงานฝ่ายบริหารองค์กร เพราะถือว่าลงเรือลำเดียวกันต้องช่วยกันกระตุ้นและช่วยกันทำ “แต่ผมจะทำตามกรอบที่มีไว้ เช่น หัวหน้าสำนักหรือบรรณาธิการฝ่ายข่าว เห็นว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ประธานบอร์ดมีความสามารถเข้าไปช่วยได้ก็จะเข้าไปร่วมประชุม หรือไปแลกเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่าต่างคนต่างจะยอมรับความคิดซึ่งกันและกันหรือไม่ 

“ผมยืนยันว่าผมทำงานเหมือนเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้สั่งการ นี่คือสไตล์การทำงานของนักวิชาการ เราเสนอแนะ เราไม่มีอำนาจสั่ง และไม่ควรจะสั่งด้วย ในฐานะประธานบอร์ด ทำได้แค่นี้ ให้คำปรึกษา แนะนำ ไม่ใช่สั่งการ เพราะการสั่งการเป็นเรื่องของผู้อำนวยการ แม้ทางกฎหมายบอร์ดนโยบายให้คุณให้โทษได้ โดยเฉพาะผู้อำนวยการที่มีอำนาจปลดได้ หากผู้อำนวยการไม่สนองนโยบาย เพราะผู้อำนวยการก็เหมือนลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์กำกับไว้อยู่ในสัญญาจ้างจะปลดก็ปลดได้ ผมกล้าอยู่แล้ว” 

แม่ทัพ ThaiPBS "ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ" สร้างเอกภาพฝ่ากระแสยุคทีวีหนีตาย

สร้างดุลยภาพข่าวสาระและอารมณ์

สถานการณ์สงครามฟรีทีวีและทีวีดิจิทัลที่นับวันรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีผลสะเทือนต่อเรตติ้งของไทยพีบีเอสที่อาจถูกแย่งผู้ชมไป ขณะเดียวกันนักข่าวที่เริ่มปีกกล้าขาแข็งก็ถูกซื้อตัวจากสถานีอื่น เป้าหมายของประธานบอร์ดจึงต้องการนำงบประมาณที่ได้มาพัฒนาคนในภาพรวม

“ทีวีช่องใหม่ๆ คนไทยพีบีเอสไปอยู่ทั้งนั้น นักข่าวลาออกจากไทยพีบีเอสเยอะมากๆ แต่ไม่ได้หนีไปไหนก็ไปสู่วงการสื่อทั้งนั้น เราจึงคิดในมุมกลับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะวันนี้ไทยพีบีเอสกลายเป็นโรงเรียนสื่อไปโดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่เสียหายที่ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นแหล่งฝึกและพัฒนาบุคลากรด้านสื่อสารมวลชน

“ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว และสิ่งสำคัญที่อยากย้ำคนข่าวที่อยู่ไทยพีบีเอส ถือเป็นสื่อแห่งเดียวที่ตรวจสอบสังคม ซึ่งช่องอื่นไม่ทำ เพราะเราต้องการนำเสนอข่าวสารที่เน้นผลกระทบมากกว่านำเสนอปรากฏการณ์พื้นๆ ทั่วไป”

ในแง่เรตติ้ง ณรงค์ยังภูมิใจในอันดับระหว่างทีวีด้วยกัน “สิ่งที่ผมเห็นได้ชัดคือ ทวิตเตอร์ ในสื่อสังคมออนไลน์ ไทยพีบีเอสเป็นอันดับหนึ่ง หรือในกลุ่มสถานีข่าวตามที่กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดอันดับ ไม่รวมช่อง 3 กับช่อง 7 อาจกล่าวได้ว่า ไทยพีบีเอสเป็นอันดับหนึ่ง แต่ว่าหากรวมทั้งหมด 26 ช่อง ไทยพีบีเอสอาจอยู่อันดับที่ 6 หรือ 7

“การประเมินไม่ควรยึดงบประมาณหรือเงินโฆษณาเป็นตัวตั้ง เพราะงบฯ ที่ไทยพีบีเอสได้รับการจัดสรรเพียงปีละ 2,000 กว่าล้านบาท หากเทียบกับฟรีทีวีช่องใหญ่ เช่น 3, 5, 7 และ 9 ถือว่าไทยพีบีเอสใช้งบฯ น้อยมาก หรือหากจะเปรียบเทียบกับทีวีดิจิทัลช่องใหญ่อย่างไทยรัฐทีวี หากจะไล่ให้ทันช่องเหล่านี้ ต้องใช้งบฯ มากกว่านี้

“ยิ่งสถานการณ์ทุกวันนี้ไทยพีบีเอสประสบปัญหาสมองไหล เพราะฟรีทีวีและทีวีดิจิทัลช่องใหญ่ๆ ล้วนมาซื้อตัวคนข่าวที่นี่ นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักข่าวที่นี่หนีไปอยู่ช่องดิจิทัลหรือฟรีทีวี เพราะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่า” ณรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ในแง่เป้าหมายการเปลี่ยนทางความคิด ณรงค์ต้องการให้ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อคนรุ่น 40 ขึ้นไป เพราะจากการสำรวจพบว่าคนรุ่นนี้ดูไทยพีบีเอสมากที่สุด และคนรุ่นนี้เป็นพลังนำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่างสังคมใหม่กับสังคมเก่า ถือเป็นรอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง

“คนวัย 40 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของระบบทุนนิยม ยิ่งอยู่ในช่วงแห่งวัยการทำงานที่เติบโตเต็มที่ด้านการงาน จากการสร้างเนื้อสร้างตัว และมุ่งมั่นทำมาหากินจนสำเร็จ จึงมีเวลาส่วนหนึ่งคิดเพื่อสังคม เพราะคนเหล่านี้เติบโตจากกลุ่มนักศึกษา เมื่อเรียนจบการศึกษาจึงรีบตั้งหลักปักฐานแต่งงานมีครอบครัว คนเหล่านี้จึงกลายเป็นกลุ่มคน Change Aging ซึ่งมีพลังทางความคิดทั้งนั้น

แนวคิดนโยบายของประธานบอร์ดคนใหม่จึงต้องการวัดเรตติ้งของทีวีสาธารณะโดยเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม เพื่อเป็นคำตอบความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้รับ ดังนั้นต้องสร้างตัวชี้วัดขึ้น เช่น สมมติว่า มีคนพันคนดูรายการฟรีทีวีทั่วไป แต่มีคนดูช่องไทยพีบีเอสเพียง 200 คน และมีอยู่ 5 คน นำสาระหรือความรู้ที่ได้รับไปทำทันที ถือว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมสำเร็จ นี่คือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง”

ณรงค์ ระบุว่า ทิศทางข่าวหรือรายการใหม่ในช่วง 1 ปีจากนี้ไป จากที่นำเสนอข่าวสารที่เคร่งเครียดเกินไปซึ่งไม่มีผู้ชม หรือการนำเสนอแต่ข่าวสารที่เร้าอารมณ์มากเกินไปย่อมไม่ก่อประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นควรยึดแนวทางที่ว่าข่าวสารหรือรายการใดๆ ของไทยพีบีเอส ต้อง “มีสาระ และต้องถูกอารมณ์” ด้วย

“ผมได้ย้ำเสมอว่า ทิศทางข่าวต้องอยู่ระหว่างข่าววิเคราะห์เจาะลึกสืบสวนสอบสวนกับข่าวทั่วไป หรือข่าวเร้าอารมณ์ต้องสมดุลกัน เช่น ในสถานการณ์ร้อน หรือต้องนำเสนอข่าวแมส อาทิ แผ่นดินไหวเนปาล ก็ต้องทำแต่การวางน้ำหนักหรือทิศทางข่าวต้องเจาะลึกลงในรายละเอียดอย่างไร

“เราจะเห็นว่าข่าวบางข่าวเล่นตามกระแส แต่พอกระแสข่าวเริ่มซาลงการเสนอข่าวก็ซาตามลงไปด้วย แต่ไทยพีบีเอสจะเน้นความต่อเนื่อง วิเคราะห์เจาะลึก เพื่อทำให้คนจำนวนหนึ่งได้เข้าใจสถานการณ์ เพราะลูกค้าหลักของไทยพีบีเอส คือ กลุ่มคนที่อายุเฉลี่ย 35-40 กลุ่มนี้เป็นผู้มีวุฒิภาวะสูง คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจข่าวฮือฮาไปวันๆ แต่สนใจเบื้องหลังข่าวจริงๆ

“ผมเห็นว่านโยบายหรือทิศทางข่าว คือ จะเน้นข่าวเป็นตัวชู และข่าวเจาะเล่นเป็นตัวพระเอก ขึ้นอยู่กับประเด็น เน้นกระแสปฏิรูป ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชั่น สิ่งแวดล้อม หรือภัยพิบัติ การปฏิรูปประเทศไทยไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น นี่คือกรอบกว้างๆ แต่ที่จะเน้นคือ การฉายภาพรูปธรรมของความเหลื่อมล้ำคืออะไร

“ตัวอย่างเช่น กระแส 7-11 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กระทบสิ่งแวดล้อม จะนำมาเล่นเป็นประเด็นเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ กรอบผูกขาดคือความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นคนทำต้องเข้าใจ เหลื่อมล้ำคืออะไร ไม่เป็นธรรม คืออะไร การนำเสนอ ใช้วิธีการใด หรือรูปธรรม คืออะไร ดังนั้นการใช้ทักษะทำสิ่งเหล่านี้ ไทยพีบีเอสยังขาดอยู่ จึงต้องสร้างคนขึ้นมา และบุคลากรภายในมีอยู่แต่ยังน้อย”

คำถามสำคัญไทยพีบีเอสถูกมองว่าเป็นช่องทีวีของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หรือทีวีวิชาการ มีแต่ข่าวหรือรายการที่เครียดๆ ไม่น่าสนใจ และเป็นการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ณรงค์ไม่เถียง แต่ยอมรับกลายๆ ว่า เรื่องที่ถูกครหาอาจจะมีส่วนจริงที่ประชาชนคิดอย่างนั้น

ที่มากกว่านั้น เขาเองมองว่าเป็นปัญหาการวางสมดุลระหว่างการนำเสนอข่าวสาระ และการนำเสนอให้ถูกอารมณ์ “เหมือนการอ่านหนังสือกับการกินลูกอม เด็กเลือกกินลูกอมก่อน ถ้ากลุ่มคนแรงงาน ระหว่างการอ่านหนังสือกับดื่มเหล้าดื่มเบียร์ คนงานเลือกดื่มเหล้าดื่มเบียร์ก่อน นี่ต่างหากที่จะทำอย่างไรให้สมดุล หรือทำอย่างไรให้ถูกอารมณ์และมีสาระด้วย”

เขาย้ำไทยพีบีเอสไม่ใช่ทีวีที่สนองตอบอารมณ์คนเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายคือ ต้องการเปลี่ยนอารมณ์และความคิดของคน จึงชูคำขวัญว่า “ทีวีแห่งการเปลี่ยนแปลง”

“วันนี้โจทย์ใหญ่ของไทยพีบีเอส คือเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ดูไทยพีบีเอส แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องหาดุลยภาพที่จะทำเรื่องสาระให้ถูกอารมณ์ได้อย่างไร เช่น รายการขำขันฮาๆ ที่คนชอบ ไทยพีบีเอสก็ควรมีบ้าง เช่น รายการโจ๊กเสียดสีการเมือง เหมือนงิ้วธรรมศาสตร์ ที่เป็นโจ๊กมีสาระ เช่น หนังตะลุงไอ้เท่งไอ้ทอง ที่เล่นหนังตะลุงปักษ์ใต้เสียดสีการเมือง ทำให้คนหัวเราะกัน นี่คือตัวอย่าง”

ความลงตัวที่ว่าจะเกิดขึ้นได้ ณรงค์ บอกว่า จะต้องหาคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาช่วยผลิตรายการหรือข่าวให้คนสนใจมากขึ้น เมื่อทิศทางคือมีสาระกับถูกอารมณ์ ดังนั้นการจัดคอนเสริ์ต หรือรายการบันเทิงที่มีสาระต้องมีให้มากขึ้น แม้วันนี้จะมีดุลยภาพระหว่างรายการที่มีสาระและถูกอารมณ์คนอยู่บ้างแล้วก็ตาม

“วันนี้รายการเด็กของไทยพีบีเอส เด็กอายุ 1-14 ปี ไม่ดูเลย ดูก็ดูน้อยมาก อีกวัยคือ 25-30 ปี ก็ดูรายการเราน้อยเหมือนกัน แต่รายการการ์ตูนสำหรับเด็ก ที่ซื้อมามีคุณภาพดี เพราะเป็นรายการการ์ตูนที่คนไทยทำ แม้ว่าจะสู้รายการการ์ตูนต่างประเทศไม่ได้ แต่ไทยพีบีเอสมีนโยบายชัดเจนที่เราจะส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ เพราะต้องการพัฒนาคนไทย นี่คือต้นทุนในการพัฒนาความคิดคน และพัฒนาผู้ประกอบการด้านนี้ ดังนั้นแม้รายการเด็กไทยพีบีเอสคนดูน้อย แต่เราก็จะทำต่อไป”

ข่าวล่าสุด

"คลัง-สภาพัฒน์" เร่งทำฉากทัศน์ผลกระทบสงคราม จ่อถกเงินเฟ้อ 4 หน่วย