"คลัง-สภาพัฒน์" เร่งทำฉากทัศน์ผลกระทบสงคราม จ่อถกเงินเฟ้อ 4 หน่วย
คลัง-สภาพัฒน์ฯ เร่งประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยทุกมิติ เตรียมมาตรการรับมือ ขณะ 4 หน่วยเศรษฐกิจนัดถกกรอบเงินเฟ้อรอบ 4 เดือน
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์เร่งจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย
- เตรียมจัดประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ สศค. สภาพัฒน์ ธปท. และสำนักงบประมาณ เพื่อหารือกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
- การประเมินดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับออกมาตรการช่วยเหลือและรับมือความเสี่ยงด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ
จากความไม่แน่นอนจากไฟสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เริ่มกดดันการประเมินภาพเศรษฐกิจไทยให้ต้องเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ หากสถานการณ์ลากยาวเกินคาด
ล่าสุด นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งหารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เพื่อจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ รวมถึงผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับเตรียมมาตรการช่วยเหลืออย่างรอบด้านในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ฉากทัศน์ที่กำลังประเมินอยู่ เป็นสมมติฐานกรณีความขัดแย้งยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน โดยจะต้องพิจารณาความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละด้านอย่างละเอียดและจริงจัง เนื่องจากตัวแปรที่เกิดขึ้นในขณะนี้ล้วนมีนัยต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569
"ขณะนี้หน่วยงานติดตามข้อมูลใกล้ชิด ประเมินผลกระทบต่อแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าภาคส่วนใดจะได้รับแรงกดดันมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงและคาดการณ์ได้ยาก จึงต้องเตรียมหลายฉากทัศน์รองรับล่วงหน้า โดยกระทรวงการคลังผ่าน สศค. ทำงานร่วมกับสภาพัฒน์อย่างใกล้ชิด และหารือกับ ธปท. ต่อเนื่อง"
นอกจากนี้ คาดว่าในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ซึ่งประกอบด้วย 4 หน่วยงาน ได้แก่ สศค. สภาพัฒน์ ธปท. และสำนักงบประมาณ เพื่อหารือทิศทางและแผนงานที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมเงินเฟ้อของประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดให้มีการประเมินทุก 4 เดือน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมีนาคม 2569 ก่อนสรุปรายงานเสนอ ครม. รับทราบ
สำหรับกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มมีสัญญาณขยับขึ้น และมีข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับผลจากสงครามนั้น ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า จำเป็นต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยใดเป็นหลัก เพราะแม้อัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย แต่หากส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคหรือทำให้กำลังซื้อในประเทศชะลอลง ก็ไม่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก ขณะที่หากเงินเฟ้อขยับขึ้นในระดับที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยที่การบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก ก็อาจถือเป็นภาวะปกติได้
ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาหารือร่วมกัน และจะถูกบรรจุไว้ในฉากทัศน์ที่กำลังจัดทำ เพื่อประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อในระยะสั้นหรือยาว จะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในรูปแบบใด
ส่วนข้อกังวลของภาคเอกชนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation นั้น นายวินิจกล่าวว่า ขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเชิงลึก โดยสภาพัฒน์จะใช้เครื่องมือประเมินร่วมกันจากข้อมูลรอบด้าน อย่างไรก็ดี ในระยะนี้สิ่งสำคัญคือการเร่งรับมือผลกระทบจากวิกฤติพลังงานเป็นลำดับแรก เพราะเมื่อสถานการณ์คลี่คลายหรือมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจด้านอื่นจะสะท้อนภาพได้ชัดขึ้น และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนรับมือในมิติอื่นได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ในด้านฐานะการคลัง นายวินิจกล่าวว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568–ก.พ. 2569) โดยรวมยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิได้ 1.04 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงประมาณการ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล การนำส่งรายได้เหลื่อมปีของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง รวมถึงรายได้จากภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน หลังมีการปรับขึ้นภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตร
สำหรับการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่รวม 1.09 ล้านล้านบาท โดยกรมสรรพากรจัดเก็บได้ 8.13 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท หรือ 0.1% กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ 2.34 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 4.62 พันล้านบาท หรือ 2% ขณะที่กรมศุลกากรจัดเก็บได้ 4.71 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.33 พันล้านบาท หรือ 6.6%
ขณะที่ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พบว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังรวม 1.04 ล้านล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 5.58 แสนล้านบาท และทำให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.พ. 2569 อยู่ที่ 3.17 แสนล้านบาท


